วันอังคาร, กันยายน 18, 2007

คำนำ

ในมงคลสูตรว่า การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นมงคลสูงสุด(ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ) พระอรหันต์ได้ชื่อว่าเป็น พระวิสุทธิเทพ คือเป็นเทพโดยความบริสุทธิ์ การบูชาท่านจึงถือว่าเป็นมงคลสูงสุด และการได้อ่านประวัติชีวิตของท่าน นอกจากจะเป็นมงคลสูงสุดแล้ว เรื่องราวและปฏิปทาของท่านก็ยังสามารถนำมาเป็นแบบอย่างให้เรากระทำความความดี สร้างเสริมบารมีธรรมตามท่านไปอีกด้วย
คำอธิษฐานขอพรพระอรหันต์แต่ละองค์ เกือบทั้งหมดได้มาจาก อุปปาตสันติคาถา หรือ มหาสันตินหลวง ซึ่งแปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม สวดเพื่อสงบเหตุร้าย และสวดเพื่อสงบสิ่งกระทบกระเทือน เป็นวรรณกรรมที่แต่งโดย พระมหามงคลสีลวังสเถระ นักปราชญ์ของชาวเชียงใหม่ ในสมัยพระเจ้าสิริธรรมจักกวัตติลกราชาธิราช(พระเจ้าติโลกนาถ) ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๕๘-๒๐๓๐ ผู้ใดสวดหรือฟังอุปปาตสันติคาถา ท่านพรรณนาอานิสงส์ไว้ว่า จะพึงชนะบาปทั้งปวง และจักเจริญด้วยคุณ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ความวิบัติย่อมไม่มาแผ้วพาน ย่อมได้รับความอิ่มใจในกาลทุกเมื่อ ยาพิษ และศาสตราวุธ ย่อมไม่กล้ำกราย ย่อมชนะข้าศึกทั้งมวล โรคาพยาธิย่อมไม่เบียดเบียน ย่อมเจริญด้วยทรัพย์ศฤงคาร ภัยจากมนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์ร้ายน้อยใหญ่ ย่อมสงบไปด้วยการสวดอุปปาตสันติคาถานี้

น.อ.รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร ร.น.

พระกังขาเรวตะเถระ

พระกังขาเรวตเถระ เกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมากในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า เรวตะ เป็นคนมีศรัทธาในพระศาสนาเพราะบารมีที่สร้างสมมาแต่อดีตชาติ วันหนึ่งในเวลาหลังรับประทานอาหาร เมื่อมหาชนชวนกันไปสู่พระเชตวันมหาวิหารเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา เรวตะนั้นก็ได้ไปกับมหาชนด้วย ครั้นไปถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของบริษัท
พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถา พรรณนาถึงทานการให้เป็นต้น ในเวลาจบเทศนา เรวตะบังเกิดความเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบวชในพระศาสนา ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุสมความประสงค์แล้ว ก็อุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานจนได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปกระทั่งได้สำเร็จพระอรหัตตผลในที่สุด
ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ เป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยอยู่เนือง ๆ เมื่อท่านได้กัปปิยวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ต่อ เมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตโดยถ่องแท้แล้วจึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า กังขา ซึ่งแปลว่า ความสงสัย จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น กังขาเรวตะ พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ ท่านเข้าสู่ฌานสมาบัติ อันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้นเข้าไม่ได้มีน้อยยิ่งนัก
ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้รับยกย่องสรรเสริญจากพระบรมศาสดา ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌานสมาบัติ.

คำบูชาพระกังขาเรวตเถระเพื่อขอพร

ฌานีนัง อุตตะโม เถโร กังขาเรวะตะนามะโก
สะมาธิฌานะกุสะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ
(คำแปล) พระเถระนามว่า กังขาเรวตะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปกติยินดีในการเข้าฌาน เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ

พระกัปปเถระ

ท่านพระกัปปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปัสเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฎิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ และอยู่ในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหา เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว จึงทูลถามปัญหาทีละคน ๆ เมื่อโตเทยยมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์แล้วก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล
ลำดับนั้นกัปปมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบว่า
ขอพระองค์ตรัสบอกธรรม ซึ่งจะเป็นที่พึ่งพำนักของชนผู้ทั้งชราและมรณะมาถึงรอบข้าง ดุจเกาะอันเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของชนผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรเมื่อเกิดคลื่นใหญ่ที่น่ากลัวแก่ข้าพระองค์ อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก
พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า เรากล่าวว่า นิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น เป็นที่สิ้นชรา และมรณะนี้แล เป็นดุจเกาะ ชนเหล่าใดรู้นิพพานนี้แล้วเป็นคนมีสติ ได้เห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมารเลย.

คำบูชาพระกัปปเถะเพื่อขอพร
กัปปะเถโร ปะริสุทโธ นิราสาโว ภะวาภะเว
นิพพานะโคจะโร สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ
(คำแปล) พระกัปปเถระ ผู้บริสุทธิ์ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่ ผู้มีใจจดจ่อในพระนิพพาน เป็นสัตบุรุษ จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ

พระกาฬุทายีเถระ

พระกาฬุทายีเป็นบุตรมหาอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติ คือ เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ เดิมชื่อว่า อุทายี อุทายีกุมารนั้นเป็นคนมีผิวพรรณค่อนข้างดำ ชนทั้งหลายจึงเรียกว่า กาฬุทายี เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นผู้มีความคุ้นเคยสนิทสนม กับเจ้าชายสิทธัตถะเป็นอย่างดี
ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จเทศนาสั่งสอนแก่เวไนยสัตว์ และประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงทราบ มีพระประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรพระราชโอรส จึงมีพระราชโองการรับสั่งใช้อำมาตย์คนหนึ่งพร้อมทั้งบริวารอีกหนึ่งพันคน ให้ไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา อำมาตย์รับพระราชโองการแล้วพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุอรหัตผลแล้ว พร้อมทั้งบริวารก็ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ก็ไม่ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา และไม่ได้ส่งข่าวให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อไม่เห็นพระราชโอรสเสด็จมา แม้แต่ข่าวคราวก็ไม่ได้รับทราบ จึงใช้อำมาตย์พร้อมด้วยบริวารหนึ่งพันคนไปอีก อำมาตย์พร้อมทั้งบริวารเหล่านั้นก็ไปบวชเสียโดยไม่ได้ส่งข่าวให้ทราบโดยนัยก่อนถึง ๙ ครั้งแล้ว ครั้นถึงวาระที่ ๑๐ จึงตรัสสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ซึ่งเป็นคนที่คุ้นเคย และ โปรดปรานของสมเด็จพระบรมศาสดาไปทูลเชิญเสด็จ กาฬุทายีอำมาตย์ทูลลาบวชด้วย ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็พาบริวารหนึ่งพันคนไปเผ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวันได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุพระอรหัตตผลแล้ว พร้อมด้วยบริวารก็ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุ
ครั้นกาฬุทายีอำมาตย์ได้อุปสมบทแล้ว เมื่อถึงเหมันตฤดู(ฤดูหนาว) ท่านเห็นว่าเป็นกาลสมควรที่จะทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา จึงกราบทูลพรรณนาหนทางที่จะเชิญสมเด็จพระบรมศาสดาให้เสด็จสู่พระนคร ด้วยคาถา ๖๐ บท แล้วทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นพุทธบริวาร เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อท่านกาฬุทายีทราบว่า พระบรมศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครกบิลพัสดุ์จึงเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อแจ้งข้อความนั้นให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ พระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระประยูรญาติ และประชาชนเกิดความเลื่อมใส พร้อมกับถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านทุก ๆ วันที่มาแจ้งข่าว
ส่วนสมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งมีภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูปเป็นพุทธบริวาร เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ในขณะที่กำลังเสด็จมาตามหนทางอยู่นั้น ท่านกาฬุทายีได้มาสู่สำนักของพระเจ้าสุทโธทนะ เพื่อแจ้งระยะทางที่พระพุทธองค์เสด็จมาถึงให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์ได้ถวายอาหาร บิณฑบาตแก่ท่านแล้ว ท่านก็ได้นำไปถวายแก่สมเด็จพระบรมศาสดาทุก ๆ วัน เมื่อเสด็จมาตามหนทาง วันละโยชน์มีกำหนด ๖๐ วัน จึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
ท่านพระกาฬุทายีเถระได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนา โดยได้เทศนาสั่งสอนให้มหาชนเกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ด้วยความสามารถของท่านในเรื่องนี้ ดังนั้น ท่านพระกาฬุทายี จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ยังสกุลที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา.

คำบูชาพระกาฬุทายีเถระเพื่อขอพร

กุลัปปะสาทะชะนะโก กาฬุทายี มะหิทธิโก
เอตะทัคคัฏฐิโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ
(คำแปล)พระกาฬุทายีเถระ ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทำให้คนในสกุลเลื่อมใส จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ

พระกิมพิลเถระ

พระกิมพิลเถระ ถือกำเนิดในตระกูลศากยวงศ์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว อนุรุทธศากยกุมารได้มาชักชวนให้ออกบวชในพระพุทธศาสนา กิมพิลศากยกุมารมีความพอใจตกลงจะออกบวชด้วย จึงพร้อมด้วยศากยกุมารอีก ๔ พระองค์ คือ ภัททิยะ,อนุรุทธะ,อานันทะ,ภคุ, และโกลิยกุมารอีกหนึ่งองค์ คือ เทวทัต รวมทั้งอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาด้วยก็เป็น ๗ พากันเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จถึงพรมแดนแห่งพระนครแล้วจึงให้พวกจาตุรงคเสนากลับคืนพระนคร และเปลื้องเครื่องประดับสำหรับทรงมอบให้แก่อุบาลีภูษามาลา แล้วสั่งให้กลับพระนครเพื่อจำหน่ายเครื่องประดับนั้นเลี้ยงชีพ แต่อุบาลีหามีความพอใจไม่ใคร่จะออกบวชด้วย จึงได้แขวนเครื่องประดับสำหรับทรงนั้นไว้ที่ต้นไม้ และทูลความประสงค์ของตนให้ศากยกุมารเหล่านั้นได้ทราบ กิมพิละพร้อมด้วยศากยกุมารเหล่านั้นได้พาอุบาลีตามเสด็จไปด้วย ครั้นถึงอนุปิยนิคม แคว้นมัลละซึ่งเป็นที่ ๆ พระบรมศาสดาประทับอยู่แล้วเข้าไปทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ เมื่อกิมพิละได้อุปสมบทแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลเป็นอเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา.
คำบูชาพระกิมพิลเถระเพื่อขอพร
กิมพิโล สิริสัมปันโน มะหาสุขะสะมัปปิโต
พะหุสสุโต ธัมมะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ
(คำแปล)พระกิมพิลเถระ ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ เพียบพร้อมด้วยสุขอันยิ่งใหญ่ เป็นพหูสูตร เป็นผู้ทรงธรรม จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ

พระกุมารกัสสปเถระ

พระกุมารกัสสปเถระ เป็นบุตรของธิดาแห่งเศรษฐี ในพระนครราชคฤห์ เดิมชื่อว่า กัสสปะ ภายหลังชนทั้งหลายจึงเรียกว่า กุมารกัสสปะ เพราะบริบูรณ์ด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงเช่นเดียวกับ ราชกุมาร มารดาของท่านปรารถนาจะบวชตั้งแต่ยังแรกรุ่นสาว ได้อ้อนวอนขออนุญาตมารดาบิดาอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อมานางมีสามีตั้งครรภ์ขึ้นยังมิทันรู้ตัว อุตส่าห์ปฏิบัติสามีให้มีความยินดีแล้วก็อ้อนวอนขอบรรพชา เมื่อสามีอนุญาต แล้วได้ไปบวชในสำนักของนางภิกษุณี ซึ่งเป็นฝ่ายของพระเทวทัต ภายหลังนางมีครรภ์แก่ปรากฏขึ้น พวกนางภิกษุณีเกิดความรังเกียจ จึงได้นำนางไปหาพระเทวทัตให้ตัดสินชำระอธิกรณ์ พระเทวทัตตัดสินว่าภิกษุณีนี้ไม่เป็นสมณะ ให้สึกไปเสีย นางได้ฟังคำของพระเทวทัตแล้วเกิดความเสียใจจึงพูดว่า พวกท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเลย ดิฉันมิได้บวชมุ่งหมายพระเทวทัต แต่ดิฉันบวชมุ่งหมายเฉพาะพระบรมศาสดาเท่านั้น ขอพวกท่านจงพาดิฉันไปสู่สำนักของพระบรมศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหารเถิด พวกนางภิกษุณีจึงได้พานางไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ แม้พระบรมศาสดาก็ทรงทราบว่า นางภิกษุณีตั้งครรภ์แต่เมื่อยังไม่บวช แต่เพื่อจะปลดเปลื้องความสงสัย ของชนเหล่าอื่นจึงรับสั่งให้พระอุบาลีชำระอธิกรณ์ในเรื่องนั้นและให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ๆ ในพระนครสาวัตถีมีนางวิสาขามหาอุบาสิกาและอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ให้มาพร้อมกันแล้วพิสูจน์ จึงได้รู้ชัดว่านางมีครรภ์ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช จึงได้ตัดสินในท่ามกล่างแห่งบริษัท ๔ ว่า นางภิกษุณีนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่ พระบรมศาสดาจึงตรัสอนุโมทนาสาธุการว่า อุบาลีตัดสินอธิกรณ์ถูกต้องแล้ว
ครั้นกาลต่อมา เมื่อนางภิกษุณีนั้นมีครรภ์แก่ครบกำหนดแล้ว ก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบก็ได้ทรงรับเอาไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุตรธรรม และให้นามว่า กัสสปะ
ทารกนั้นเจริญเติบโตด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร ดังนั้นชนทั้งหลายจึงได้เรียกว่า กุมารกัสสปะ ต่อมาวันหนึ่ง กุมารกัสสปะลงไปเล่นกับพวกเด็กๆ ที่สนามได้ตีเด็กที่เล่นด้วยกัน ถูกเขาด่าเอาว่า เด็กไม่มีพ่อแม่ตีพวกเราเข้าแล้ว กุมารกัสสปะได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระราชา ตอนแรกพระองค์ตรัสบอกว่าแม่นมเป็นมารดาของเขา แต่เขาก็ไม่เชื่อและอ้อนวอนถามอยู่บ่อยๆ พระองค์จึงตรัสบอกความจริง กุมารกัสสปะเกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช พระองค์ก็ทรงอนุญาตแล้วได้พาไปบวชในสำนักของพระบรมศาสดา เมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาตั้งใจเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเข้าไปสู่ป่า บำเพ็ญความเพียรด้วยความมุ่งมั่นก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษจึงได้กลับมาเรียนพระกรรมฐานให้ดีขึ้นอีก แล้วไปอยู่ที่อันธวันวิหาร
ครั้งนั้น สหายของท่านซึ่งเป็นภิกษุเคยบำเพ็ญสมณธรรม ร่วมกันในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้บรรลุอนาคามิผลตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสได้ลงมาหาท่านแล้วผูกปํญหาให้ ๑๕ ข้อ แล้วสั่งว่า คนอื่นนอกจากพระบรมศาสดาแล้วไม่มีใครสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ ท่านจงไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา เรียนเอาเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านี้เถิดจึงลากลับ ท่านพระกุมารกัสสปะก็ไปทำเหมือนอย่างนั้น ครั้นได้ฟังปัญหาพยากรณ์(การตอบปัญหา) ๑๕ ข้อแล้ว ในที่สุดแห่งการพยากรณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ตามประวัติท่านมีความสามารถเสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ได้อย่างวิจิตรพิสดาร สมบูรณ์ด้วยข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผล ให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในวิธีการสั่งสอน เพราะเหตุที่ท่านประกอบด้วยคุณสมบัติเช่นนี้จึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในจิตรกถา คือแสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตร.

คำบูชาพระกุมารกัสสปเถระเพื่อขอพร
กุมาระกัสสะปัตเถโร จิตตะกะถีนะมุตตะโม
มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ
(คำแปล)พระกุมารกัสสปเถระ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แสดงธรรมได้อย่างวิจิตร ผู้ตัดขาดมิจฉาวิตกได้ จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ

พระโกณฑธานเถระ

พระโกณฑธานะ ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า ธานมาณพ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้เข้าศึกษาวิทยาตามธรรมเนียมของพวกพราหมณ์จนจบไตรเพท
ต่อมาได้รับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่วันที่ท่านได้อุปสมบท ก็ปรากฏว่ามีมหาชนได้พบเห็นรูปหญิงสาวรูปหนึ่งเที่ยวติดตามไปข้างหลังของท่าน แต่ตัวท่านเองมองไม่เห็นรูปนั้น ครั้นท่านเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านได้ถวายภิกษาแก่ท่านสองส่วนแล้วพูดว่า ส่วนนี้ถวายท่าน สำหรับส่วนนี้ให้หญิงสาวสหายของท่าน ตั้งแต่นั้นมาพวกมนุษย์จึงพากันเรียกท่านว่า โกณฑธานะ ส่วนพวกภิกษุผู้ไม่รู้ความจริงเมื่อเห็นอาการเช่นนั้นก็เกิดความรังเกียจ กลัวความเสียหายจะเกิดแก่พวกตนด้วย จึงบอกให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีขับไล่ท่านออกจากวัดไปเสีย อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ขับ จึงบอกแก่นางวิสาขา มหาอุบาสิกา แม้นางวิสาขาก็ไม่ขับไล่เช่นกัน พวกภิกษุเหล่านั้นจึงถวายพระพรแด่พระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อให้พระองค์ทรงขับไล่ท่านออกไปเสียจากแว่นแคว้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปสู่พระวิหารด้วยพระองค์เองทรงพิสูจน์จนทราบว่า หญิงสาวที่มองเห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ไม่ใช่คน จึงเกิดความเลื่อมใส รับสั่งให้ท่านเข้าไปบิณฑบาตในพระราชวัง และบำรุงด้วยปัจจัยสี่ ครั้นพวกภิกษุเห็นดังนั้นก็กลับซ้ำติเตียน ว่าคนชั่วช้าทั้งพระราชา ทั้งพระโกณฑธานะ ท่านพระโกณฑธานะโกรธจึงกล่าวโต้ตอบ พวกภิกษุเหล่านั้นบ้าง ความทราบถึงพระบรมศาสดา พระองค์จึงทรงตำหนิแล้ว ทรงห้ามมิให้พวกภิกษุกล่าวตอบโต้กันและกัน และทรงแสดงเรื่องรูปของหญิงสาวนั้นให้พวกภิกษุได้ทราบความจริง แล้วได้แสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนด้วยคาถาสองคาถา ในเวลาจบเทศนาท่านพระโกณฑธานะตั้งอยู่ในโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสอน ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรจนได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นอเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา
ต่อมาพระบรมศาสดาทรงยกย่องท่านพระโกณฑธานะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จับสลากเป็นปฐม.
คำบูชาพระโกณฑธานเถระเพื่อขอพร
กุณฑะธาโน มะหาเถโร สะลากัง ปะฐะมัง คะโต
ฐะปิโตเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ

(คำแปล)พระกุณฑธานมหาเถระ ผู้ถึงความเป็นที่หนึ่งในการจับสลาก จึงดำรงอยู่ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในการจับสลาก ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ