<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651</id><updated>2011-08-14T21:55:49.622-07:00</updated><category term='พระสภิยเถระ'/><category term='พระเหมกเถระ'/><category term='พระอชิตเถระ'/><category term='พระอุปวาณเถระ'/><category term='พระมหาโกฏฐิตเถระ'/><category term='กระกิมพิลเถระ'/><category term='ประวัติพระยสเถระ'/><category term='พระโมฆราชเถระ'/><category term='พระกัปปเถระ'/><category term='พระวังคีสเถระ'/><category term='พระเมฆิยเถระ'/><category term='พระภัททิยเถระ1'/><category term='พระยโสชเถระ'/><category term='พระมหากัจจายนเถระ'/><category term='พระวักกลิเถระ'/><category term='พระมหาปันถกเถระ'/><category term='พระราหุลเถระ'/><category term='พระราธเถระ'/><category term='พระอุทยเถระ'/><category term='พระอัญญาโกณฑัญญเถระ'/><category term='พระโสณโกฬิวิสเถระ'/><category term='พระกาฬุทายีเถระ'/><category term='พระอุปสีวเถระ'/><category term='พระมหากัปปินเถระ'/><category term='พระโสณกุฏิกัณณเถระ'/><category term='พระอุทายีเถระ'/><category term='พระเสลเถระ'/><category term='พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ'/><category term='พระรัฏฐปาลเถระ'/><category term='พระภัททิยเถระ 2'/><category term='พระวิมลเถระ'/><category term='พระสาคตเถระ'/><category term='พระอุรุเวลกัสสปเถระ'/><category term='อนุพุทธประวัติ'/><category term='พระมหานามเถระ'/><category term='พระลกุณฏกภัททิยเถระ'/><category term='พระอัสสชิเถระ'/><category term='พระอนุรุทธเถระ'/><category term='พระสารีบุตรเถระ'/><category term='พุทธานุพุทธประวัติ'/><category term='พระวัปปเถระ'/><category term='พระอานนทเถระ'/><category term='พระอุบาลีเถระ'/><category term='พระสุภูติเถระ'/><category term='พระภัทราวุธเถระ'/><category term='พระองคุลิมาลเถระ'/><category term='พระสุพาหุเถระ'/><category term='พระโสภิตเถระ'/><category term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category term='พระเมตตคูเถระ'/><category term='พระโมคคัลลานเถระ'/><category term='พระมหากัสสปเถระ'/><category term='พระมหาปรันตปเถระ'/><category term='พระสีวลีเถระ'/><title type='text'>คำบูชาพระอรหันต์</title><subtitle type='html'>Praying for Early Disciples of the Buddha
It deals with the stories of the early disciples of the Buddha as well as how to pray for them for our benefits and happiness Compiled by Rear Admiral Thongbai Dhirannandankura of Royal Thai Naval Academy Thailand</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>82</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1043661872100010071</id><published>2007-09-18T18:15:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T07:02:10.928-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>คำนำ</title><content type='html'>ในมงคลสูตรว่า  การบูชาบุคคลที่ควรบูชา  เป็นมงคลสูงสุด(ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ)  พระอรหันต์ได้ชื่อว่าเป็น  พระวิสุทธิเทพ  คือเป็นเทพโดยความบริสุทธิ์  การบูชาท่านจึงถือว่าเป็นมงคลสูงสุด  และการได้อ่านประวัติชีวิตของท่าน นอกจากจะเป็นมงคลสูงสุดแล้ว  เรื่องราวและปฏิปทาของท่านก็ยังสามารถนำมาเป็นแบบอย่างให้เรากระทำความความดี สร้างเสริมบารมีธรรมตามท่านไปอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำอธิษฐานขอพรพระอรหันต์แต่ละองค์  เกือบทั้งหมดได้มาจาก อุปปาตสันติคาถา  หรือ มหาสันตินหลวง ซึ่งแปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม  สวดเพื่อสงบเหตุร้าย  และสวดเพื่อสงบสิ่งกระทบกระเทือน  เป็นวรรณกรรมที่แต่งโดย พระมหามงคลสีลวังสเถระ  นักปราชญ์ของชาวเชียงใหม่  ในสมัยพระเจ้าสิริธรรมจักกวัตติลกราชาธิราช(พระเจ้าติโลกนาถ) ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๕๘-๒๐๓๐  ผู้ใดสวดหรือฟังอุปปาตสันติคาถา  ท่านพรรณนาอานิสงส์ไว้ว่า  จะพึงชนะบาปทั้งปวง  และจักเจริญด้วยคุณ ๕  ประการ  คือ อายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ  และปฏิภาณ  ความวิบัติย่อมไม่มาแผ้วพาน  ย่อมได้รับความอิ่มใจในกาลทุกเมื่อ  ยาพิษ และศาสตราวุธ  ย่อมไม่กล้ำกราย ย่อมชนะข้าศึกทั้งมวล  โรคาพยาธิย่อมไม่เบียดเบียน  ย่อมเจริญด้วยทรัพย์ศฤงคาร  ภัยจากมนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์ร้ายน้อยใหญ่ ย่อมสงบไปด้วยการสวดอุปปาตสันติคาถานี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล.ร.ต.รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร ร.น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1043661872100010071?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1043661872100010071/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1043661872100010071' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1043661872100010071'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1043661872100010071'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2530.html' title='คำนำ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5967370757682041987</id><published>2007-09-18T18:01:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T07:02:42.435-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พุทธานุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกังขาเรวตะเถระ</title><content type='html'>พระกังขาเรวตเถระ   เกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมากในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า เรวตะ เป็นคนมีศรัทธาในพระศาสนาเพราะบารมีที่สร้างสมมาแต่อดีตชาติ วันหนึ่งในเวลาหลังรับประทานอาหาร เมื่อมหาชนชวนกันไปสู่พระเชตวันมหาวิหารเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา  เรวตะนั้นก็ได้ไปกับมหาชนด้วย ครั้นไปถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของบริษัท &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถา พรรณนาถึงทานการให้เป็นต้น ในเวลาจบเทศนา เรวตะบังเกิดความเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบวชในพระศาสนา ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุสมความประสงค์แล้ว ก็อุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานจนได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปกระทั่งได้สำเร็จพระอรหัตตผลในที่สุด &lt;br /&gt;ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ เป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยอยู่เนือง ๆ เมื่อท่านได้กัปปิยวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ต่อ  เมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตโดยถ่องแท้แล้วจึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า กังขา ซึ่งแปลว่า ความสงสัย จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น กังขาเรวตะ พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ ท่านเข้าสู่ฌานสมาบัติ อันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้นเข้าไม่ได้มีน้อยยิ่งนัก &lt;br /&gt;ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้รับยกย่องสรรเสริญจากพระบรมศาสดา ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌานสมาบัติ. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระกังขาเรวตเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฌานีนัง  อุตตะโม เถโร    กังขาเรวะตะนามะโก&lt;br /&gt;สะมาธิฌานะกุสะโล  สะทา โสตถิง กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า กังขาเรวตะ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปกติยินดีในการเข้าฌาน  เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน  ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5967370757682041987?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5967370757682041987/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5967370757682041987' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5967370757682041987'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5967370757682041987'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8713.html' title='พระกังขาเรวตะเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7161046383512237719</id><published>2007-09-18T17:58:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T07:03:14.515-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกัปปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกัปปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกัปปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปัสเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฎิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ และอยู่ในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหา เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว จึงทูลถามปัญหาทีละคน ๆ เมื่อโตเทยยมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์แล้วก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล &lt;br /&gt;ลำดับนั้นกัปปมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบว่า &lt;br /&gt;ขอพระองค์ตรัสบอกธรรม ซึ่งจะเป็นที่พึ่งพำนักของชนผู้ทั้งชราและมรณะมาถึงรอบข้าง ดุจเกาะอันเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของชนผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรเมื่อเกิดคลื่นใหญ่ที่น่ากลัวแก่ข้าพระองค์ อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก  &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า เรากล่าวว่า นิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น เป็นที่สิ้นชรา และมรณะนี้แล เป็นดุจเกาะ ชนเหล่าใดรู้นิพพานนี้แล้วเป็นคนมีสติ ได้เห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมารเลย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระกัปปเถะเพื่อขอพร&lt;br /&gt;กัปปะเถโร  ปะริสุทโธ  นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระกัปปเถระ  ผู้บริสุทธิ์  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีใจจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7161046383512237719?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7161046383512237719/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7161046383512237719' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7161046383512237719'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7161046383512237719'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3234.html' title='พระกัปปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7187130396385383996</id><published>2007-09-18T17:56:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T05:36:45.506-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกาฬุทายีเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกาฬุทายีเถระ</title><content type='html'>พระกาฬุทายีเป็นบุตรมหาอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติ คือ เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ เดิมชื่อว่า อุทายี  อุทายีกุมารนั้นเป็นคนมีผิวพรรณค่อนข้างดำ ชนทั้งหลายจึงเรียกว่า กาฬุทายี เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นผู้มีความคุ้นเคยสนิทสนม กับเจ้าชายสิทธัตถะเป็นอย่างดี &lt;br /&gt;ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จเทศนาสั่งสอนแก่เวไนยสัตว์ และประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงทราบ มีพระประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรพระราชโอรส จึงมีพระราชโองการรับสั่งใช้อำมาตย์คนหนึ่งพร้อมทั้งบริวารอีกหนึ่งพันคน ให้ไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา อำมาตย์รับพระราชโองการแล้วพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุอรหัตผลแล้ว พร้อมทั้งบริวารก็ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ก็ไม่ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา และไม่ได้ส่งข่าวให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อไม่เห็นพระราชโอรสเสด็จมา แม้แต่ข่าวคราวก็ไม่ได้รับทราบ จึงใช้อำมาตย์พร้อมด้วยบริวารหนึ่งพันคนไปอีก อำมาตย์พร้อมทั้งบริวารเหล่านั้นก็ไปบวชเสียโดยไม่ได้ส่งข่าวให้ทราบโดยนัยก่อนถึง ๙ ครั้งแล้ว ครั้นถึงวาระที่ ๑๐ จึงตรัสสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ซึ่งเป็นคนที่คุ้นเคย และ โปรดปรานของสมเด็จพระบรมศาสดาไปทูลเชิญเสด็จ กาฬุทายีอำมาตย์ทูลลาบวชด้วย ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็พาบริวารหนึ่งพันคนไปเผ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวันได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุพระอรหัตตผลแล้ว พร้อมด้วยบริวารก็ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุ &lt;br /&gt;ครั้นกาฬุทายีอำมาตย์ได้อุปสมบทแล้ว เมื่อถึงเหมันตฤดู(ฤดูหนาว) ท่านเห็นว่าเป็นกาลสมควรที่จะทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา จึงกราบทูลพรรณนาหนทางที่จะเชิญสมเด็จพระบรมศาสดาให้เสด็จสู่พระนคร ด้วยคาถา ๖๐ บท แล้วทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นพุทธบริวาร เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อท่านกาฬุทายีทราบว่า พระบรมศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครกบิลพัสดุ์จึงเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อแจ้งข้อความนั้นให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ พระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระประยูรญาติ และประชาชนเกิดความเลื่อมใส พร้อมกับถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านทุก ๆ วันที่มาแจ้งข่าว &lt;br /&gt;ส่วนสมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งมีภิกษุสงฆ์สองหมื่นรูปเป็นพุทธบริวาร เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ในขณะที่กำลังเสด็จมาตามหนทางอยู่นั้น ท่านกาฬุทายีได้มาสู่สำนักของพระเจ้าสุทโธทนะ เพื่อแจ้งระยะทางที่พระพุทธองค์เสด็จมาถึงให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์ได้ถวายอาหาร บิณฑบาตแก่ท่านแล้ว ท่านก็ได้นำไปถวายแก่สมเด็จพระบรมศาสดาทุก ๆ วัน เมื่อเสด็จมาตามหนทาง วันละโยชน์มีกำหนด ๖๐ วัน จึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม &lt;br /&gt;ท่านพระกาฬุทายีเถระได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนา โดยได้เทศนาสั่งสอนให้มหาชนเกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ด้วยความสามารถของท่านในเรื่องนี้ ดังนั้น ท่านพระกาฬุทายี จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ยังสกุลที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระกาฬุทายีเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุลัปปะสาทะชะนะโก   กาฬุทายี  มะหิทธิโก&lt;br /&gt;เอตะทัคคัฏฐิโต  เถโร   สะทา โสตถิง  กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระกาฬุทายีเถระ  ผู้มีฤทธิ์มาก  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทำให้คนในสกุลเลื่อมใส  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7187130396385383996?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7187130396385383996/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7187130396385383996' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7187130396385383996'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7187130396385383996'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5979.html' title='พระกาฬุทายีเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-2463113973502436312</id><published>2007-09-18T17:54:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T07:03:51.166-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระกิมพิลเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกิมพิลเถระ</title><content type='html'>พระกิมพิลเถระ ถือกำเนิดในตระกูลศากยวงศ์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว อนุรุทธศากยกุมารได้มาชักชวนให้ออกบวชในพระพุทธศาสนา กิมพิลศากยกุมารมีความพอใจตกลงจะออกบวชด้วย จึงพร้อมด้วยศากยกุมารอีก ๔ พระองค์ คือ ภัททิยะ,อนุรุทธะ,อานันทะ,ภคุ, และโกลิยกุมารอีกหนึ่งองค์ คือ เทวทัต รวมทั้งอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาด้วยก็เป็น ๗ พากันเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จถึงพรมแดนแห่งพระนครแล้วจึงให้พวกจาตุรงคเสนากลับคืนพระนคร และเปลื้องเครื่องประดับสำหรับทรงมอบให้แก่อุบาลีภูษามาลา แล้วสั่งให้กลับพระนครเพื่อจำหน่ายเครื่องประดับนั้นเลี้ยงชีพ แต่อุบาลีหามีความพอใจไม่ใคร่จะออกบวชด้วย จึงได้แขวนเครื่องประดับสำหรับทรงนั้นไว้ที่ต้นไม้ และทูลความประสงค์ของตนให้ศากยกุมารเหล่านั้นได้ทราบ กิมพิละพร้อมด้วยศากยกุมารเหล่านั้นได้พาอุบาลีตามเสด็จไปด้วย ครั้นถึงอนุปิยนิคม แคว้นมัลละซึ่งเป็นที่ ๆ พระบรมศาสดาประทับอยู่แล้วเข้าไปทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ เมื่อกิมพิละได้อุปสมบทแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลเป็นอเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระกิมพิลเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;กิมพิโล  สิริสัมปันโน  มะหาสุขะสะมัปปิโต&lt;br /&gt;พะหุสสุโต  ธัมมะธะโร  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระกิมพิลเถระ  ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ  เพียบพร้อมด้วยสุขอันยิ่งใหญ่  เป็นพหูสูตร  เป็นผู้ทรงธรรม   จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-2463113973502436312?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/2463113973502436312/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=2463113973502436312' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2463113973502436312'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2463113973502436312'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9835.html' title='พระกิมพิลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-661427254488841734</id><published>2007-09-18T17:52:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T05:38:10.568-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระกุมารกัสสปเถระ</title><content type='html'>พระกุมารกัสสปเถระ เป็นบุตรของธิดาแห่งเศรษฐี ในพระนครราชคฤห์ เดิมชื่อว่า กัสสปะ ภายหลังชนทั้งหลายจึงเรียกว่า กุมารกัสสปะ เพราะบริบูรณ์ด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงเช่นเดียวกับ ราชกุมาร    มารดาของท่านปรารถนาจะบวชตั้งแต่ยังแรกรุ่นสาว ได้อ้อนวอนขออนุญาตมารดาบิดาอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อมานางมีสามีตั้งครรภ์ขึ้นยังมิทันรู้ตัว อุตส่าห์ปฏิบัติสามีให้มีความยินดีแล้วก็อ้อนวอนขอบรรพชา เมื่อสามีอนุญาต แล้วได้ไปบวชในสำนักของนางภิกษุณี ซึ่งเป็นฝ่ายของพระเทวทัต ภายหลังนางมีครรภ์แก่ปรากฏขึ้น พวกนางภิกษุณีเกิดความรังเกียจ จึงได้นำนางไปหาพระเทวทัตให้ตัดสินชำระอธิกรณ์ พระเทวทัตตัดสินว่าภิกษุณีนี้ไม่เป็นสมณะ ให้สึกไปเสีย นางได้ฟังคำของพระเทวทัตแล้วเกิดความเสียใจจึงพูดว่า พวกท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเลย ดิฉันมิได้บวชมุ่งหมายพระเทวทัต แต่ดิฉันบวชมุ่งหมายเฉพาะพระบรมศาสดาเท่านั้น ขอพวกท่านจงพาดิฉันไปสู่สำนักของพระบรมศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหารเถิด พวกนางภิกษุณีจึงได้พานางไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ แม้พระบรมศาสดาก็ทรงทราบว่า นางภิกษุณีตั้งครรภ์แต่เมื่อยังไม่บวช แต่เพื่อจะปลดเปลื้องความสงสัย ของชนเหล่าอื่นจึงรับสั่งให้พระอุบาลีชำระอธิกรณ์ในเรื่องนั้นและให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ๆ ในพระนครสาวัตถีมีนางวิสาขามหาอุบาสิกาและอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ให้มาพร้อมกันแล้วพิสูจน์ จึงได้รู้ชัดว่านางมีครรภ์ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช จึงได้ตัดสินในท่ามกล่างแห่งบริษัท ๔ ว่า นางภิกษุณีนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่ พระบรมศาสดาจึงตรัสอนุโมทนาสาธุการว่า อุบาลีตัดสินอธิกรณ์ถูกต้องแล้ว &lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา เมื่อนางภิกษุณีนั้นมีครรภ์แก่ครบกำหนดแล้ว ก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบก็ได้ทรงรับเอาไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุตรธรรม และให้นามว่า กัสสปะ &lt;br /&gt;ทารกนั้นเจริญเติบโตด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร ดังนั้นชนทั้งหลายจึงได้เรียกว่า กุมารกัสสปะ ต่อมาวันหนึ่ง กุมารกัสสปะลงไปเล่นกับพวกเด็กๆ ที่สนามได้ตีเด็กที่เล่นด้วยกัน ถูกเขาด่าเอาว่า เด็กไม่มีพ่อแม่ตีพวกเราเข้าแล้ว กุมารกัสสปะได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระราชา ตอนแรกพระองค์ตรัสบอกว่าแม่นมเป็นมารดาของเขา แต่เขาก็ไม่เชื่อและอ้อนวอนถามอยู่บ่อยๆ พระองค์จึงตรัสบอกความจริง  กุมารกัสสปะเกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช พระองค์ก็ทรงอนุญาตแล้วได้พาไปบวชในสำนักของพระบรมศาสดา เมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาตั้งใจเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเข้าไปสู่ป่า บำเพ็ญความเพียรด้วยความมุ่งมั่นก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษจึงได้กลับมาเรียนพระกรรมฐานให้ดีขึ้นอีก แล้วไปอยู่ที่อันธวันวิหาร &lt;br /&gt;ครั้งนั้น สหายของท่านซึ่งเป็นภิกษุเคยบำเพ็ญสมณธรรม ร่วมกันในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้บรรลุอนาคามิผลตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสได้ลงมาหาท่านแล้วผูกปํญหาให้ ๑๕ ข้อ แล้วสั่งว่า คนอื่นนอกจากพระบรมศาสดาแล้วไม่มีใครสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ ท่านจงไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา เรียนเอาเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านี้เถิดจึงลากลับ ท่านพระกุมารกัสสปะก็ไปทำเหมือนอย่างนั้น ครั้นได้ฟังปัญหาพยากรณ์(การตอบปัญหา) ๑๕ ข้อแล้ว ในที่สุดแห่งการพยากรณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา &lt;br /&gt;ตามประวัติท่านมีความสามารถเสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ได้อย่างวิจิตรพิสดาร สมบูรณ์ด้วยข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผล ให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในวิธีการสั่งสอน เพราะเหตุที่ท่านประกอบด้วยคุณสมบัติเช่นนี้จึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในจิตรกถา คือแสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตร.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระกุมารกัสสปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;กุมาระกัสสะปัตเถโร  จิตตะกะถีนะมุตตะโม&lt;br /&gt;มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระกุมารกัสสปเถระ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แสดงธรรมได้อย่างวิจิตร  ผู้ตัดขาดมิจฉาวิตกได้  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-661427254488841734?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/661427254488841734/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=661427254488841734' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/661427254488841734'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/661427254488841734'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7108.html' title='พระกุมารกัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8670563805108378555</id><published>2007-09-18T17:50:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T05:38:37.611-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระโกณฑธานเถระ</title><content type='html'>พระโกณฑธานะ ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า ธานมาณพ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้เข้าศึกษาวิทยาตามธรรมเนียมของพวกพราหมณ์จนจบไตรเพท &lt;br /&gt;ต่อมาได้รับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่วันที่ท่านได้อุปสมบท ก็ปรากฏว่ามีมหาชนได้พบเห็นรูปหญิงสาวรูปหนึ่งเที่ยวติดตามไปข้างหลังของท่าน แต่ตัวท่านเองมองไม่เห็นรูปนั้น ครั้นท่านเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านได้ถวายภิกษาแก่ท่านสองส่วนแล้วพูดว่า ส่วนนี้ถวายท่าน สำหรับส่วนนี้ให้หญิงสาวสหายของท่าน ตั้งแต่นั้นมาพวกมนุษย์จึงพากันเรียกท่านว่า โกณฑธานะ ส่วนพวกภิกษุผู้ไม่รู้ความจริงเมื่อเห็นอาการเช่นนั้นก็เกิดความรังเกียจ กลัวความเสียหายจะเกิดแก่พวกตนด้วย จึงบอกให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีขับไล่ท่านออกจากวัดไปเสีย อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ขับ จึงบอกแก่นางวิสาขา มหาอุบาสิกา แม้นางวิสาขาก็ไม่ขับไล่เช่นกัน พวกภิกษุเหล่านั้นจึงถวายพระพรแด่พระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อให้พระองค์ทรงขับไล่ท่านออกไปเสียจากแว่นแคว้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปสู่พระวิหารด้วยพระองค์เองทรงพิสูจน์จนทราบว่า หญิงสาวที่มองเห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ไม่ใช่คน จึงเกิดความเลื่อมใส รับสั่งให้ท่านเข้าไปบิณฑบาตในพระราชวัง และบำรุงด้วยปัจจัยสี่ ครั้นพวกภิกษุเห็นดังนั้นก็กลับซ้ำติเตียน ว่าคนชั่วช้าทั้งพระราชา ทั้งพระโกณฑธานะ ท่านพระโกณฑธานะโกรธจึงกล่าวโต้ตอบ พวกภิกษุเหล่านั้นบ้าง ความทราบถึงพระบรมศาสดา พระองค์จึงทรงตำหนิแล้ว ทรงห้ามมิให้พวกภิกษุกล่าวตอบโต้กันและกัน และทรงแสดงเรื่องรูปของหญิงสาวนั้นให้พวกภิกษุได้ทราบความจริง แล้วได้แสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนด้วยคาถาสองคาถา ในเวลาจบเทศนาท่านพระโกณฑธานะตั้งอยู่ในโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสอน ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรจนได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นอเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;ต่อมาพระบรมศาสดาทรงยกย่องท่านพระโกณฑธานะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จับสลากเป็นปฐม.&lt;br /&gt;คำบูชาพระโกณฑธานเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;กุณฑะธาโน  มะหาเถโร  สะลากัง  ปะฐะมัง  คะโต&lt;br /&gt;ฐะปิโตเยวะ  ฐานัมหิ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คำแปล)พระกุณฑธานมหาเถระ  ผู้ถึงความเป็นที่หนึ่งในการจับสลาก  จึงดำรงอยู่ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในการจับสลาก  ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8670563805108378555?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8670563805108378555/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8670563805108378555' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8670563805108378555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8670563805108378555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6524.html' title='พระโกณฑธานเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-4809220805790847595</id><published>2007-09-18T17:48:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:48:56.026-07:00</updated><title type='text'>พระขทิรวนิยเรวตเถระ</title><content type='html'>ท่านพระเรวตเถระ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ และนางสารีพราหมณี ในตำบลบ้านชื่อว่านาลันทะ เป็นบุตรคนสุดท้อง น้องชายของพระสารีบุตร เดิมชื่อว่า เรวตมาณพ เมื่อบวชแล้ว ท่านได้พำนักอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียนด้วยเหตุนั้นท่านจึงยึดเอาชื่อของป่านั้นนำหน้าชื่อตนว่า ขทิรวนิยเรวตะ (ใช้ตามหลังชื่อก็มี เช่น เรวตขทิรวนิยเถระ) ในตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อเรวตมาณพเติบโตแล้วมีอายุ ๘ ขวบ มารดาบิดาจึงปรึกษากันว่า บุตรของเราบวชหมดทุกคนแล้ว เหลือแต่เรวตคนเดียว ถ้าเขาจะบวชเสียก็ไม่มีใครสืบวงศ์ตระกูล เราควรผูกพันเรวตะบุตรเราไว้ด้วยการให้มีเหย้าเรือนเสียแต่ยังเด็กยังหนุ่มอยู่ อย่าให้สมณะศากยบุตรมาพาไปบวชอีก ครั้นปรึกษากันอย่างนั้นแล้วจึงพาไปขอหมั้นนางกุมาริกาผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน และได้กำหนดวันอาวาหมงคลด้วย&lt;br /&gt;      ครั้นถึงวันกำหนด จึงประดับประดาเรวตมารพพาไปเรือนของนางกุมาริกาพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ในขณะทำการมงคล เรวตมาณพเกิดเบื่อหน่ายในการอยู่ครองเรือน เมื่อเสร็จการมงคลแล้วก็จัดแจงกลับบ้าน เรวตมาณพกับนางกุมาริกานั่งมาในรถคันเดียวกัน ในระหว่างทางเรวตมาณพหาอุบายหลีกหนีไปเสีย เข้าไปหาภิกษุผู้อยู่ในป่าประมาณ ๓๐ รูปในแถบนั้นแล้วขอบรรพชา ภิกษุเหล่านั้นทราบว่าเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ จึงให้บรรพชาโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากมารดาบิดา เพราะท่านพระสารีบุตรได้สั่งแกมบังคับภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ถ้าเรวตะน้องชายของผลเข้ามาขอบวชในสำนักของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงบวชให้เธอด้วย โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากมารดาบิดา เพราะมารดาบิดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ครั้นภิกษุเหล่านั้นให้เรวตะบวชเป็นสามเณร แล้วก็ส่งข่าวไปให้พระสารีบุตรทราบ พระเถระมีความประสงค์จะมาเยี่ยมเยียน จึงได้ทูลลาพระบรมศาสดาถึงสองครั้ง พระองค์ตรัสห้ามถึงสองครั้งจึงได้ยับยั้งอยู่ (เรวตสามเณร เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี บริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา) พระเรวตะนั้น เมื่อบวชแล้วคิดว่า ถ้าเราจักอยู่ที่นี่ พวกญาติก็จักติดตามมาพบ จึงเรียนกรรมฐานในสำนักของภิกษุเหล่านั้นแล้วถือบาตรและจีวรเที่ยวจาริกไปยังป่าไม้ตะเคียนไกลประมาณ ๓๐ โยชน์ ได้พักอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ทำความเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานในสำนักของภิกษุเหล่านั้น ต่อไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผลภายในพรรษานั้น เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้วท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลลาพระบรมศาสดา เพื่อจะไปเยี่ยมพระเรวตะ พระบรมศาสดารับสั่งให้รอก่อน เพราะพระองค์จะเสด็จไปด้วย และรับสั่งให้บอกภิกษุผู้จะตามเสด็จตระเตรียมตัว ได้เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร ท่านพระเรวตะทำการต้อนรับอย่างดี ในตำนานกล่าวไว้ว่า ท่านพระเรวตะได้เนรมิตพระคันธกุฎี เพื่อเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา เนรมิตเรือนยอด ๕๐๐ เป็นที่พักของภิกษุบริวาร เนรมิตที่จงกรม ๕๐๐ และที่พักกลางคืนและกลางวันอย่างละ ๕๐๐ พระบรมศาสดาเสด็จประทับค้างแรมอยู่ ณ ที่นั้นถึงหนึ่งเดือนแล้วจึงเสด็จกลับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ส่วนท่านพระเรวตะ ชอบพำนักอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียน เพราะเหตุนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ป่า ท่านพระเรวตะนั้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระขทิยวนิยเรวตเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;อะรัญญะวาสินัง  อัคโค  เรวะโต ขะทิระวะนิโย&lt;br /&gt;วิเวกาภิระโต  เถโร  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระเรวตะ  ผู้อาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียน  ผู้ยินดีในความวิเวก  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปกติอยู่ในป่า  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-4809220805790847595?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/4809220805790847595/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=4809220805790847595' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4809220805790847595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4809220805790847595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1173.html' title='พระขทิรวนิยเรวตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-313022373801806133</id><published>2007-09-18T17:47:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:47:14.674-07:00</updated><title type='text'>พระคยากัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระคยากัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร  เดิมชื่อว่า กัสสปะ ตามโคตร มีพี่ชาย ๒ คน ได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ และนทีกัสสปะ เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้เรียนจบไตรเพทตามลัทธิของพวกพราหมณ์จนมีความชำนาญ มีชื่อเสียงโด่งดัง มีบริวารมากถึง ๒๐๐ คน ครั้นต่อมาพิจารณาเห็นลัทธิของตนไม่มีแก่นสารจึงได้ออกบวชเป็นชฎิล บำเพ็ญพรตด้วยการบูชาไฟพร้อมกับพี่ชาย ๒ คน ท่านได้ตั้งอาศรมอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ทางตอนใต้ของพี่ชายทั้ง ๒ คนนั้น จึงได้นามว่า คยากัสสปะ เมื่อพี่ชายทั้งสองพร้อมด้วย บริวารลอยบริขารของชฎิลในแม่น้ำ แล้วพากันอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อเห็นบริขารชฎิลของพี่ชายลอยมาตามกระแสน้ำ ก็คิดว่าได้เกิดอันตรายแก่พี่ชายทั้งสองเป็นแน่ จึงได้พาบริวารรีบมาดู ก็ได้เห็นพี่ชายทั้งสองของตนพร้อมกับบริวารถือเพศเป็นภิกษุแล้ว พอสอบถามก็ได้ทราบว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ พี่ชายทั้งสองจึงยอมสละลัทธิเดิม จึงได้พาบริวารของตนลอยบริขารในแม่น้ำแล้วเข้า ไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขออุปสมบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทาเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสอง เมื่อพระบรมศาสดา เสด็จประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ได้ตรัสเทศนาชื่อ อาทิตตปริยายสูตร ในเวลาจบพระธรรมเทศนาท่านพร้อมด้วยพี่ชายทั้งสอง และบริวารรวมเป็น ๑,๐๐๓ องค์ ได้บรรลุพระอรหัตตผลด้วยกัน ท่านคยากัสสปะได้ช่วยทำกิจพระศาสนาตามกำลังสติปัญญาของท่าน.&lt;br /&gt;คำบูชาพระคยากัสสปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ธัมมะปัชชะลิโต  สันโต    โย  เถโร  คะยากัสสะโป&lt;br /&gt;สังยุตโต  ภะวะนิสเนเห  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า คยากัสสปะ  ผู้รุ่งเรืองด้วยธรรม  ผู้สงบ  ผู้เข้าถึงพระนิพพานอันเป็นที่ปราศจากภวตัณหา  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-313022373801806133?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/313022373801806133/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=313022373801806133' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/313022373801806133'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/313022373801806133'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8455.html' title='พระคยากัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1414004919275803303</id><published>2007-09-18T17:45:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:45:45.096-07:00</updated><title type='text'>พระควัมปติเถระ</title><content type='html'>ท่านพระควัมปติเถระ เป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองพาราณสี เป็นสหายที่รักใคร่สนิทสนมกับท่านพระยสะ เมื่อยสกุลบุตรออกแล้ว ได้ทราบข่าวจึงคิดว่า ธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรสหายของตนออกบวชนั้นจักไม่เป็นของเลวทราม ต้องเป็นของดีแน่นอน ควรที่เราจะเข้า ไปหาแล้วบวช ตามบ้าง เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วจึงพร้อมด้วยสหาย ๓ คน ได้แก่ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ ได้พากันไปหาท่านพระยสะ หลังจากนั้น ท่านพระยสะก็พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลขอให้พระองค์ทรงสั่งสอน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ควัมปติและสหายก็ได้ธรรมจักษุ คือดวงตาคือปัญญาอันเห็นธรรมได้เกิดขึ้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อท่านได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วจึงทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟังธรรมมีกถาที่พระองค์ตรัสสอนในภายหลัง จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ท่านได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ที่นับเข้าในจำพวกพระสาวกผู้ใหญ่ ในคราวที่พระพุทธเจ้าส่งสาวกออกไปประกาศพระศาสนา ท่านก็ได้รับอนุมัติให้ไปประกาศพระศาสนาในชนบท ช่วยสั่งสอนให้กุลบุตรเกิดความเลื่อมใสได้มาก.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระควัมปติเพื่อขอพร&lt;br /&gt;คะวัมปะติ  มะหาเถโร  นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต     สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระควัมปติมหาเถระ  ผู้บริสุทธิ์  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1414004919275803303?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1414004919275803303/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1414004919275803303' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1414004919275803303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1414004919275803303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_489.html' title='พระควัมปติเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-3786794865477467558</id><published>2007-09-18T17:43:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:43:51.592-07:00</updated><title type='text'>พระจุนทเถระ</title><content type='html'>ท่านพระจุนทะ เป็นบุตรของพราหมณ์นายบ้านชื่อว่า วังคันตะ และนางพราหมณีชื่อว่า สารี เกิดในหมู่บ้านชื่อนาลกะ หรือนาลันทะแคว้นมคธ กรุงราชคฤห์ เดิมท่านชื่อว่าจุนทะ &lt;br /&gt;      เมื่อท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ภิกษุทั้งหลาย มักจะเรียกท่านว่า มหาจุนทะ ถึงแม้เรื่องราวของท่านที่มีปรากฏในปกรณ์นั้น ๆ โดยมากใช้คำว่า อายสฺมา มหาจุนฺโท แปลว่า ท่านมหาจุนทะ แต่ที่เรียกว่า จุนทสมณุทเทศก็มี ท่านเป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตร และท่านได้เคยเป็นพุทธอุปัฏฐากองค์หนึ่งเหมือนกัน เมื่อครั้งพระบรมศาสดาเสด็จไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ท่านก็เป็นอุปัฏฐากติดตามเสด็จไปด้วย เรื่องราวของท่านมีปรากฏในปกรณ์หลายแห่ง เมื่อพิจารณาตามประวัติของท่านแล้ว สันนิษฐานได้ว่า คงเป็นพระธรรมกถึกองค์หนึ่ง เช่น สัลเลขสูตร ในมัชฌิมนิกาย  มีความย่อว่า เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ใกล้พระนครสาวัตถี ท่านเข้าไปกราบทูลถามถึงทิฏฐิที่ประกอบด้วยคำของตน เช่น เห็นรูป เป็นตน เป็นต้น และถ้อยคำของโลก เช่น เห็นตนและโลกเที่ยง เป็นต้นว่า ภิกษุจะพึงทำอย่างไรดี จึงจะละทิฏฐินั้นได้เด็ดขาด พระบรมศาสดาทรงแสดงวิธีขัดเกลากิเลสให้ท่านฟังโดยสิ้นเชิง ท่านพระมหาจุนทะมีความปลาบปลื้มใจ อนุโมทนารับภาษิตของพระพุทธองค์ไปประพฤติปฏิบัติ เรื่องที่ท่านให้โอวาทแก่ภิกษุโดยตรงก็มี เช่น ที่มาในฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย  โดยความก็คือ สั่งสอนไม่ให้ภิกษุถือพวกถือเหล่ากัน ยกภิกษุสองพวกนี้ขึ้นเป็นตัวอย่าง คือ พวกภิกษุผู้เรียนคันถธุระ(ฝ่ายปริยัติ)ฝ่ายหนึ่ง พวกภิกษุผู้เรียนวิปัสสนาธุระ(ฝ่ายปฏิบัติ)ฝ่ายหนึ่ง ตามปกติภิกษุย่อมจะสรรเสริญแต่ฝ่ายของตน ติเตียนอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านสอนไม่ให้ทำเช่นนั้น สอนให้สำเหนียกศึกษาว่า ตนจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม พึงทำความพอใจในอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถสรรเสริญคุณความดีของกันและกันทั้งสองฝ่าย &lt;br /&gt;      ท่านพระมหาจุนทะนั้น เมื่อครั้งพระสารีบุตรเถระ ผู้พี่ชาย ไปนิพพานที่บ้านเดิมเพื่อโปรดมารดา ท่านได้ติดตามไปด้วย และได้รวบรวมบาตร และจีวรพร้อมทั้งอัฐิธาตุของท่านพระสารีบุตร นำมาถวายพระบรมศาสดาด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหาจุนทเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสนาสะนานิ  ปันตานิ  เสวันโต ฌานะมาระภิ&lt;br /&gt;ฉะฬะภิญโญ  มะหาจุนโท สะทา  โสตถิง  กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหาจุนทเถระ  อาศัยเสนาสนะอันสงัดอยู่  มีปกติเข้าฌาน  ได้อภิญญา ๖ ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-3786794865477467558?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/3786794865477467558/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=3786794865477467558' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3786794865477467558'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3786794865477467558'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1200.html' title='พระจุนทเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8667421885350085313</id><published>2007-09-18T17:42:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:42:06.499-07:00</updated><title type='text'>พระจูฬปันถกเถระ</title><content type='html'>พระจูฬปันถกเถระ เป็นบุตรของธิดาแห่งเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ ชื่อว่า ปันถก เพราะเป็นน้องชายพระมหาปันถก จึงเติมคำว่า จูฬ ข้างหน้าเป็น จูฬปันถก (ให้อ่านประวัติของพระมหาปันถกประกอบด้วย)  ประวัติของพระจูฬปันถกในตอนต้น พึงทราบความตามนัยที่กล่าวแล้วในประวัติของพระมหาปันถกนั้นเถิด  ในที่นี้จักกล่าวแต่ตอนที่มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความว่า เมื่อพระท่านมหาปันถกได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่ใคร่จะให้ความสุขเช่นนั้นเกิดแก่จูฬปันถกบ้าง จึงไปขออนุญาตจากตา เพื่อขอให้จูฬปันถกบวช ตาก็อนุญาตให้ตามความประสงค์ พระมหาปันถกจึงให้จูฬปันถกบวช &lt;br /&gt;      ครั้นจูฬปันถกบวชแล้วเป็นคนหัวทึบมาก พระมหาปันถก สอนให้เรียนคาถาพรรณนาพระพุทธคุณเพียงคาถาเดียว เรียนอยู่ถึงสี่เดือนก็ยังจำไม่ได้ คาถานั้นว่า &lt;br /&gt;      ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ &lt;br /&gt;      ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ &lt;br /&gt;      องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ &lt;br /&gt;      ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข ฯ &lt;br /&gt;แปลว่า เธอจงดูพระสักยมุนีอังคีรส ผุ้มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระบวรกาย มีพระบวรพักตร์อันเบิกบาน ปานหนึ่งว่า ดอกบัวชื่อ โกกนุท มีกลิ่นหอม ย่อมขยายกลีบแล้วบานในตอนเช้า มีกลิ่นเรณูไม่จางหาย ท่านย่อมรุ่งเรืองไพโรจน์ดุจดวงอาทิตย์อันส่องสว่างแผดแสงอยู่กลางท้องฟ้า ฉะนั้น &lt;br /&gt;      ท่านพระมหาปันถก ทราบว่าท่านจูฬปันถกโง่เขลามาก จึงประณามขับไล่ออกจากสำนักของท่าน ในขณะที่ท่านเป็นภัตตุเทศก์ หมอชีวกโกมารภัจจ์มานิมนต์ภิกษุไปฉันในวันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่นับพระจูฬปันถกเข้าด้วย พระจูฬปันถกเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจคิดจะไปสึกเสีย จึงออกไปแต่เช้าตรู่ ได้พบพระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ที่ซุ้มประตู พระองค์จึงตรัสถามว่า จูฬปันถก เธอจะไปไหนในเวลานี้ พระจูฬปันถกกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะไปสึก เพราะพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์ พระศาสดาจึงตรัสเตือนสติท่านว่า จูฬปันถก เธอบวชเพื่อพี่ชายเมื่อไหร่เล่า บวชเพื่อเราต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่ ทำไมไม่มาหาเรา มานี่ ประโยชน์อะไรด้วยฆราวาส  มาอยู่กับเราดีกว่า พระจูฬปันถกเข้าไปเฝ้าแล้วพระองค์ทรงลูบศีรษะด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วพาไปให้นั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานผ้าขาวอันบริสุทธิ์ให้นั่งลูบคลำทำบริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ  เมื่อท่านลูบคลำทำบริกรรมไม่นาน ผ้านั้นก็เศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดว่าผ้านี้เป็นของขาวบริสุทธิ์อย่างเหลือเกิน พอมาถูกอัตภาพนี้จึงละภาวะเดิมเสีย กลายเป็นผ้าที่เศร้าหมองไป สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เจริญวิปัสสนา  พระศาสดาทรงทราบจึงตรัสสั่งสอนด้วยพระคาถา ในเวลาจบพระคาถา พระจูฬปันถกได้บรรลุพระอรหัตตผล ขณะลูบคลำผ้าบริกรรมอยู่นั้น  พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป หย่อนอยู่หนึ่งรูป(หมายถึง ๔๙๙ รูป) เสด็จไปยังบ้านของหมอชีวก ครั้นพอเข้าไปหมอชีวกจะถวายบิณฑบาต พระองค์ทรงปิดบาตรเสียพร้อมกับตรัสว่า ภิกษุยังมาไม่หมด ยังเหลืออยู่ที่วิหารอีก ๑ รูป หมอชีวกจึงใช้ให้คนไปตาม ในเวลานั้นพระจูฬปันถกเนรมิตพระภิกษุหนึ่งพันรูปจนเต็มวิหาร เมื่อคนใช้ไปถึง เห็นมีพระมากมายถึงพันรูปจึงรีบกลับไปบอกหมอชีวกโกมารภัจจ์ ลำดับนั้นพระศาสดาได้ตรัสกะบุรุษนั้นว่าเจ้าจงไปแล้วบอกว่า พระศาสดา ตรัสเรียกพระจูฬปันถก บุรุษนั้นก็กลับไปวิหารอีกแล้วบอกตามคำสั่ง ภิกษุทั้งหมดพูดขึ้นว่า ฉันชื่อจูฬปันถก บุรุษคนนั้นก็กลับมาอีก กราบทูลว่า ภิกษุเหล่านั้น ชื่อจูฬปันถกทั้งนั้น พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุรูปใด พูดขึ้นก่อน จงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้ ภิกษุรูปที่เหลือจักอันตรธานหายไป บุรุษนั้นไปถึงวิหารแล้วทำอย่างนั้น จึงได้พาพระจูฬปันถก ไปสู่ที่นิมนต์ ในที่สุดแห่งภัตกิจ ท่านพระจูฬปันถกได้ทำภัตตานุโมทนา อาศัยที่ท่านประกอบด้วยมโนมยิทธิเช่นนี้ จึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ(มโนมยิทธิ : ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ คือ เนรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ ดุจชักดาบจากฝัก). &lt;br /&gt;คำบูชาพระจูฬปันถกเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จูฬะปันถะกัตเถโรปิ  มะโนมะยาภินิมมิโต&lt;br /&gt;ฐะปิโต  อัคคัฏฐานัมหิ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระจูฬปันถกเถระ  ผู้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ   ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8667421885350085313?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8667421885350085313/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8667421885350085313' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8667421885350085313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8667421885350085313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4382.html' title='พระจูฬปันถกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5105766686289944946</id><published>2007-09-18T17:39:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:39:14.741-07:00</updated><title type='text'>พระชตุกัณณีเถระ</title><content type='html'>ท่านพระชตุกัณณี เป็นบุตรพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา ในสำนักของ พราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฏิลประพฤติพรตตาม ลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ และอยู่ในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนแรก เพราะเป็นหัวหน้า ส่วนชตุกัณณีมาณพ เมื่อกัปปมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์(การตอบปัญหา)แล้วบรรลุพระอรหัตตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำดับนั้น ชตุกัณณีมาณพ ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบเอ็ดว่า &lt;br /&gt;ข้าพระองค์ได้ทราบว่า พระองค์ไม่ใช่ผู้ใคร่กาม ข้ามพ้นห้วงกิเลสเสียแล้ว จึงมาเฝ้าเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้หากิเลสกามมิได้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดุจดวงตาอันเกิดพร้อมกับตรัสรู้ จงแสดงธรรมสำหรับระงับกิเลสแก่ข้าพระพุทธเจ้า เหตุว่า พระองค์ทรงผจญกิเลสกามให้แห้งหายได้ ดุจพระอาทิตย์อันส่องแผ่นดินให้แห้งด้วยรัศมี ขอพระองค์ผู้มีปัญญากว้างขวางราวกับแผ่นดิน ตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้ แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อยด้วยเถิด &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า ท่านจงกำจัดความกำหนัดในกามให้หมดสิ้นไป เห็นความหมดไปแห่งกามเป็นความเกษมเถิด กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดถือไว้ด้วย ตัณหา และทิฏฐิซึ่งควรจะละเสีย อย่าเสียดแทงใจของท่านได้ กังวลใดได้มีแล้วในปางก่อน ท่านจงให้กังวลนั้นเหือดแห้งเสีย กังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอากังวลในท่ามกลางท่านจักเป็นคนสงบระงับกังวลได้ อาสวะ(กิเลส) ซึ่งเป็นเหตุถึงอำนาจมัจจุราชของชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกามโดยอาการทั้งปวงก็มีไม่ได้ &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหาจบลง ชตุกัณณีมาณพ ได้บรรลุพระอรหัตนผล เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์ ชตุกัณณีมาณพ พร้อมด้วยมาณพสิบห้าคน ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านพระชตุกัณณี ได้ช่วยทำกิจพระพุทธศาสนา ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระชตุกัณณีเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ชะตุกัณณี  มหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)มหาเถระชะตุกัณณี  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5105766686289944946?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5105766686289944946/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5105766686289944946' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5105766686289944946'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5105766686289944946'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5732.html' title='พระชตุกัณณีเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-2923938208831448732</id><published>2007-09-18T17:37:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:37:14.978-07:00</updated><title type='text'>พระติสสเตยยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระติสสเตยยเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เดิมชื่อ ติสสะ มีนามโคตรว่า เมตเตยยะ รวมเป็นนามเดียวกันว่า ติสสเมตเตยยะ เมื่ออายุควรแก่การเล่าเรียนแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิต ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆารวาสวิสัย จึงได้กราบทูลลาออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์พาวรี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพท แก่หมู่ศิษย์ ติสสเมตเตยยมาณพพร้อมกับมาณพอื่น ๆ ได้ติดตามออกบวช และศึกษาศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรีนั้น ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีได้ทราบข่าวว่าพระโอรสของพระเจ้าศากยะเสด็จออกทรงผนวช ปฏิญาณพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แสดงธรรมสั่งสอนประชาชน มีคนนับถือและเลื่อมใส ยอมตนเป็นสาวกปฏิบัติตามคำสั่งสอนเป็นจำนวนมาก พราหมณ์พาวรีประสงค์ จะสืบสวนให้ได้ความจริง จึงเรียกมาณพผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คน มีอชิตมาณพเป็นหัวหน้า ผูกปัญหาให้คนละหมวด ให้ไปทูลถามลองดู มาณพทั้ง ๑๖ คน ลาอาจารย์แล้วไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหาคนละหมวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพได้ทูลถามเป็นคนแรก ๔ ข้อ เมื่อจบการพยากรณ์(ตอบ)ปัญหาของอชิตมาณพแล้ว ติสสเมตเตยยมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สองว่า ใครชื่อว่าเป็นคนสันโดษ คือมีความประสงค์เต็มบริบูรณ์ในโลกนี้ ใครไม่มีความอยากซึ่งเป็นเหตุดิ้นรนทะเยอทะยาน ใครรู้ส่วนข้างปลายทั้งสอง (อดีตกับอนาคต) ด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง (ปัจจุบัน) พระองค์ตรัสว่าใครเป็นมหาบุรุษ ใครล่วงความตาย อันผูกใจสัตว์ไว้ในโลกนี้ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บให้ติดกันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ สำรวมในกามทั้งหลาย ปราศจากความอยากแล้ว มีสติระลึกได้ทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโดยชอบ ดับเครื่องร้อนกระวนกระวายเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ คือมีความประสงค์เต็มสมบูรณ์ในโลกนี้ ความอยาก ซึ่งเป็นเหตุดิ้นรนทะเยอทะยานของภิกษุนั้นไม่มี ภิกษุนั้นแลรู้ส่วนข้างปลายทั้งสองด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรากล่าวว่า ภิกษุนั้นแหละ เป็นมหาบุรุษ ภิกษุนั้นแลล่วงความอยากอันผูกใจสัตว์ไว้ในโลกนี้ ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บผ้าให้ติดกันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในที่สุดแห่งการพยากรณ์ปัญหา ติสสเมตเตยยมาณพได้สำเร็จพระอรหัตตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อมาณพที่เหลือทูลถามปัญหาของ ตน ๆ และพระบรมศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว ติสสเมตเตยยมาณพพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้นทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;คาถาบูชาพระติสสเมตเตยยเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ติสสะเตยโย มหาเถโร  นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(แปลว่า)พระมหาเถระติสสเตยยะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-2923938208831448732?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/2923938208831448732/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=2923938208831448732' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2923938208831448732'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2923938208831448732'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_639.html' title='พระติสสเตยยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-3396980528161287427</id><published>2007-09-18T17:27:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:27:14.138-07:00</updated><title type='text'>พระโตเทยยะเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโตเทยยะ เป็นบุตรของพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฏิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ และอยู่ในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โตเทยยมาณพทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่เก้าว่า &lt;br /&gt;โตเทยยมาณพ : กามทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในผู้ใด ตัณหาของผู้ใดไม่มี และผู้ใดข้ามล่วงความสงสัยเสียได้ ความพ้นของผู้นั้นเป็นเช่นไร ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : ความพ้นของผู้นั้นจะไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอีก (อธิบายว่า ผู้นั้นพ้นจากกาม ตัณหา และความสงสัยแล้ว กามก็ดี ตัณหาก็ดี จะกลับเจริญขึ้น ผู้นั้นไม่ต้องพากเพียรพยายามเพื่อจะทำตนให้พ้นไปอีก ความพ้นของผู้นั้นเป็นอันคงที่ ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น)  &lt;br /&gt;โตเทยยมาณพ : ผู้นั้นเป็นคนมีความทะเยอทะยาน หรือไม่มี เป็นคนมีปัญญาแท้ หรือเป็นแต่ใช้ปัญญาทำให้ตัณหา และทิฎฐิเกิดขึ้น ข้าพระองค์จะรู้จักท่านผู้เป็นมุนีนั้นได้อย่างไร ของพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : ผู้นั้นเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยาน จะเป็นคนมีความหวังทะเยอทะยานก็หาไม่ เป็นคนมีปัญญาแท้ จะไม่ใช้ปัญญา ก่อให้เกิดตัณหาทิฏฐิ ท่านจงรู้จักมุนีว่า คนไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพอย่างนี้เถิด &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ปัญหาจบลง โตเทยยมาณพได้สำเร็จพระอรหัตตผล เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว โตเทยยมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระโตเทยยเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;โตเทยโยปิ  มะหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)มหาเถระโตเทยยะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจอจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-3396980528161287427?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/3396980528161287427/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=3396980528161287427' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3396980528161287427'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3396980528161287427'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7127.html' title='พระโตเทยยะเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6027052742981722298</id><published>2007-09-18T17:25:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:25:54.795-07:00</updated><title type='text'>พระทัพพมัลลบุตรเถระ</title><content type='html'>ท่านพระทัพพมัลลบุตร เป็นพระราชโอรสของพระอัครมเหสีของพระเจ้ามัลละ เดิมมีนามว่า ทัพพราชกุมาร อาศัยที่ท่านเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามัลละ เมื่อได้คำว่า มัลลบุตร ผสมเข้ากับพระนามเดิม จึงได้พระนามใหม่ว่า ทัพพมัลลบุตร &lt;br /&gt;เหตุที่ท่านได้นามว่า ทัพพะ ซึ่งแปลว่า ไม้ ก็เพราะว่าขณะที่ท่านอยู่ในครรภ์พระมารดา พระมารดาเสด็จสวรรคต  บรรดาพระประยูรญาตินำศพไปเผาที่จิตกาธาน(เชิงตะกอน) เมื่อไฟกำลังลุกไหม่ร่างของพระนางอยู่นั้น  พระอุทรได้แตกออก ทารกในพระครรภ์ถูกเหวี่ยงลอยลงไปตกบนกองไม้ใกล้ๆ เชิงตะกอนนั้น  และไม่ได้รับอันตรายเลย  พระประยูรญาติจึงอุ้มทารกมามอบให้พระอัยยิกาเจ้า(ยาย) &lt;br /&gt;เมื่อทัพพมัลลบุตรราชกุมารนั้นมีพระชนมายุ ๗ พรรษา ได้เข้าไปเฝ้าพระอัยยิกา ทูลอ้อนวอนขออนุญาต เพื่อจะบรรพชาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้รับอนุญาตจากพระอัยยิกาแล้ว จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในสำนักของพระบรมศาสดา โดยมีพระเถระรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้&lt;br /&gt;      พระอุปัชฌาย์ได้สอน ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานมีเล็บเป็นที่ ๕) ขณะปลงผม ท่านพิจารณาตาม เมื่อจรดมีดโกนครั้งที่ ๑ ได้บรรลุโสดาปัตติผล  จรดมีดโกนครั้งที่ ๒ ได้บรรลุสกทาคามิผล  จรดมีดโกนครั้งที่ ๓ ได้รรลุอนาคามิผล  และเมื่อปลงผมสิ้นสุดลง ท่านได้บรรลุพระอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖&lt;br /&gt;ท่านเป็นผู้ขวนขวายในกิจของสงฆ์เป็นอย่างดี ในครั้งหนึ่ง ท่านได้มีความดำริว่า เราอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว สมควรจะรับภาระธุระสงฆ์จึงได้กราบทูลให้พระบรมศาสดาทรงทราบความดำรินั้น   เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วได้ประทานสาธุการว่าดีละ ๆ ทัพพมัลลบุตร แล้วตรัสให้สงฆ์สมมติท่านเป็นเจ้าหน้าที่จัดแจกภัต (ภัตตุทเทศก์) และเจ้าหน้าที่จัดแจกเสนาสนะของสงฆ์ (เสนาสนคาหาปกะ) &lt;br /&gt;ต่อมาพระศาสดาทรงพิจารณาเห็นว่าท่านอายุยังน้อยแต่ต้องมารับภาระหนักเช่นเดียวกับภิกษุ   เพื่อให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสะดวก จึงทรงประทานการอุปสมบทท่านเป็นภิกษุทั้งที่อายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น  การบวชด้วยวิธีนี้เรียกว่า ทายัชชอุปสัมปทา แปลว่า รับเข้าหมู่โดยความเป็นทายาท&lt;br /&gt;ท่านได้เอาใจใส่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำกิจให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี และเพราะท่านเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนี้ด้วย จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะ&lt;br /&gt;      ครั้นกาลต่อมา ท่านได้พิจารณาอายุสังขาร เห็นว่าสมควรจะนิพพานได้แล้ว จึงได้ไปกราบทูลลาพระบรมศาสดาเพื่อนิพพาน เมื่อจะนิพพานท่านก็ได้ไปทำประทักษิณเวียนรอบพระองค์หนึ่งรอบ แล้วจึงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยเหาะขึ้นสู่อากาศ นั่งขัดบัลลังก์ (ขัดสมาธิ) บนอากาศแล้วเข้าเตโชสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ก็นิพพานบนอากาศนั้นเอง การที่ท่านพระทัพพมัลลบุตรนิพพานเสียแต่ยังไม่ถึงเวลาอันสมควรนั้น ได้มีอาจารย์บางท่านกล่าวไว้ว่า เพราะท่านถูกพวกภิกษุชาวเมติยภูมิหาเลศโจทย์ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ครั้นเมื่ออธิกรณ์นั้นได้วินิจฉัยเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังพากันแช่งด่าท่านอีก ภิกษุที่เป็นปุถุชนไม่รุ้ความจริงก็พากันเชื่อถือ พากันรังเกียจท่านแสดงอาหารดูหมิ่นดูแคลนไม่มีความเคารพนับถือในท่าน ท่านจึงเกิดความระอาใจในเรื่องนี้ จึงได้ถวายบังคมลาพระบรมศาสดานิพพานเสีย แต่บางอาจารย์ก็คัดค้านว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ควรจะเชื่อได้เช่นนั้น เพราะว่าพระขีณาสพทั้งหลายย่อไม่มีความหวั่นไหวในโลกธรรม ละความยินดียินร้าย และเป็นผู้อดทนต่อคำเสียดสีว่าร้ายต่าง ๆ เสียได้ การที่ท่านนิพพานเสียแต่ยังหนุ่มก็ เพราะท่านมีอายุขัยเพียงเท่านั้นเอง.&lt;br /&gt;คำบูชาพระทัพพมัลลบุตรเถระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัพโพ  มัลละปุตโต  เถโร  เสนาสะนะปัญญาปะโก&lt;br /&gt;ฐะปิโต  อัคคัฏฐานัมหิ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;(คำแปล)พระทัพมัลลบุตรเถระ  ผู้ได้รับการแต่งตั้งตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ปูลาดอาสนะ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6027052742981722298?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6027052742981722298/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6027052742981722298' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6027052742981722298'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6027052742981722298'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1857.html' title='พระทัพพมัลลบุตรเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1094174639779899979</id><published>2007-09-18T17:23:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:23:54.111-07:00</updated><title type='text'>พระโธตกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโธตกเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี เมื่อเจริญวัยพอที่จะศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์ พาวรีผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยา ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัยได้ทูลลา พระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ออกบวชเป็นชฏิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และเมืองอาฬกะต่อกัน  เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์  โธตกมาณพได้ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในจำนวนมาณพ ๑๖ คนที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถาม พระบรมศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ท่านได้ทูลขอโอกาสถามปัญหาครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้วจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่ห้าว่าข้าพระพุทธเจ้าทูลถามพระองค์ ขอจงตรัสบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้า ๆ อยากจะฟังพระวาจาของพระองค์ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังพระสุรเสียงของพระองค์แล้ว จะศึกษา ข้อปฏิบัติซึ่งเป็นเครื่องดับกิเลสของตน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงเป็นคนมีปัญญา มีสติ ทำความเพียรในพระศาสนานี้เถิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เราเปลื้อง ใคร ๆ ในโลกนี้ ผู้ยังมีความสงสัยอยู่ไม่ได้ เมื่อท่านรู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามห้วงทะเลใหญ่ คือ กิเลสอันนี้เสียได้เอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โธตกะ : ถ้าพระองค์จะทรงพระกรุณาก็ควรแสดงธรรมอันทำให้กิเลสดับที่ข้าพระพุทธเจ้าควรจะรู้สั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าให้เป็นคนโปร่ง ไม่ขัดข้องดุจอาการตอนกิเลสดับเสียได้ ไม่อาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เที่ยวอยู่ในโลกนี้ &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เราจักบอกอุบายดับกิเลส ซึ่งจะเห็นได้เอง ไม่ต้องเชื่อตามข่าวที่บุคคลได้ทราบแล้ว จักมีสติข้ามพ้นความอยาก ที่ตรึงใจไว้ในโลกเสียได้แก่ท่าน &lt;br /&gt;โธตกะ : ข้าพระพุทธเจ้าชอบใจอุบายดับกิเลสอันสูงสุดนั้นเป็น อย่างยิ่ง &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : ถ้าท่านรู้ว่า ความทะยานอยากทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และท่ามกลางเป็นเหตุให้ติดข้องอยู่ในโลก ท่านอย่าทำความ ทะยานอยากเพื่อจะเกิดในภพน้อยใหญ่ &lt;br /&gt;     ในที่สุดแห่งการพยากรณ์(เฉลย)ปัญหา โธตกมาณพส่งใจไปตามธรรมเทศนาจิตก็หลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน บรรลุ เป็นพระอรหันต์ (ก่อนอุปสมบท) เมื่อการพยากรณ์ปัญหาเสร็จแล้ว โธตกมาณพ พร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคนขออุปสมบท ในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt; คำบูชาพระโธตกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;โธตะโก มะหาเถโรปิ    นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระโธตกมหาเถระ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจอดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1094174639779899979?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1094174639779899979/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1094174639779899979' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1094174639779899979'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1094174639779899979'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6547.html' title='พระโธตกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-2502628696979538166</id><published>2007-09-18T17:22:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:22:28.865-07:00</updated><title type='text'>พระนทีกัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนทีกัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร มีพี่ชายชื่ออุรุเวลกัสสปะ มีน้องชายชื่อคยากัสสปะ เมื่อเจริญวัยได้เรียนจบไตรเพทด้วยกันทั้งสามคน มีมาณพเป็นบริวาร ๓๐๐ คน มีสาเหตุการออกบวชเหมือนกับพี่ชาย คืออุรุเวลกัสสปะ สมัยเป็นชฎิลได้ตั้งอาศรมอยู่ที่ลำน้ำอ้อมตอนใต้ ของพี่ชาย จึงได้ชื่อว่า นทีกัสสปะ เมื่อพี่ชายคืออุรุเวลกัสสปะถูกพระศาสดาทรมานจนเลิกละลัทธิเดิมของตน พาบริวารลอยบริขารชฎิล ในแม่น้ำและอุปสมบทแล้ว ก็สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายของตน จึงพาบริวารรีบขึ้นไปดู ก็พบพี่ชายพร้อมบริวารถือเพศเป็นภิกษุแล้ว สอบถามจนได้ความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ จึงพากันลอยบริขารเสียในแม่น้ำ พร้อมด้วยบริวารพากันออกไปเฝ้าพระศาสดาทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ก็ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา เหมือนอย่างท่านพระอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ชาย เมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าแล้วได้เทศนา ชื่อ อาทิตตปริยายสูตร ก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผลพร้อมด้วยบริวาร ท่านได้ช่วยทำกิจพระศาสนาตามสมควรแก่หน้าที่ มีการสั่งสอนให้กุลบุตร กุลธิดาเกิดความเลื่อมใสในพระธรรมวินัยเป็นต้น.&lt;br /&gt; คำบูชาพระนทีกัสสปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;โย  นะทีกัสสะปัตเถโร  ปุญญักเขตโต  อะนุตตะโร&lt;br /&gt;สะสังโฆ สีละสัมปันโน  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า  นทีกัสสปะ  ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม  ผู้มีภิกษุเป็นศิษย์  ๓๐๐ รูป  ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-2502628696979538166?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/2502628696979538166/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=2502628696979538166' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2502628696979538166'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2502628696979538166'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8142.html' title='พระนทีกัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8146140120657813847</id><published>2007-09-18T17:20:00.000-07:00</published><updated>2007-09-18T17:20:25.452-07:00</updated><title type='text'>พระนันทกเถระ2</title><content type='html'>ท่านพระนันทกะ เป็นบุตรของพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยพอจะศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว ก็ไปศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์อยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ต่อมาพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ออกไปบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งน้ำโคธาวารี ที่พรมแดนเมืองอัสสกะ และเมืองอาฬกะติดต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์นันทกมาณพพร้อมด้วยมาณพอื่นอีกออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดาที่ปาสาณเจดีย์ ท่านได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่เจ็ด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกะ : ชนทั้งหลายกล่าวว่า มุนีมีอยู่ในโลก ข้อนี้เป็นอย่างไร เขาเรียกคนที่ถึงพร้อมด้วยฌาน หรือถึงพร้อมด้วยการเลี้ยงชีวิต ว่า เป็นมุนี ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : ผู้ฉลาดในโลกนี้ ไม่กล่าวคนว่า เป็นมุนี ด้วยได้เห็น ด้วยได้สดับ หรือด้วยได้รู้มา เรากล่าวว่า คนใดทำตนให้ปราศจากกองกิเลส เป็นคนหากิเลสมิได้ ไม่มีความกังวลทะยานอยาก คนผู้นั้นแล ชื่อว่า มุนี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกะ : สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยได้เห็น ด้วยได้ฟัง ด้วยศีลและพรต และด้วยวิธีเป็นอันมาก สมณพราหมณ์เหล่านั้นประพฤติในวิธีเหล่านั้น ตามที่ตนเห็นว่า เป็นเครื่องบริสุทธิ์ ข้ามพ้นชาติชราได้มีอยู่บ้างหรือไม่ ข้าพระองค์ทูลถาม ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : สมณพราหมณ์เหล่านั้น แม้ถึงประพฤติอย่างนั้น เรากล่าวว่า พ้นชาติชราไม่ได้แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกะ : ถ้าพระองค์ตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น พ้นชาติชราไม่ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครเล่าในเทวโลก หรือในมนุษยโลกจะข้ามพ้นชาติชราได้ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เราไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์อันชาติชราครอบงำแล้วหมดทุกคน แต่เรากล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ละอารมณ์ที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้และศีลพรตกับวิธีเป็นอันมากเสียทั้งหมด ละอารมณ์ที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้และศีลพรตกับวิธีเป็นอันมากเสียทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาว่าเป็นโทษควรละแล้วเป็นผู้หาอาสวะมิได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นแล ข้ามพ้นชาติชราได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อจบเทศนาพยากรณ์ (ตอบปัญหา)นันทกมาณพได้บรรลุพระอรหัตตผล เมื่อพระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหามาณพนอกนี้เสร็จแล้ว นันทกมาณพพร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระนันทกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;นันทะโก    มหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)มหาเถระนันทกะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8146140120657813847?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8146140120657813847/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8146140120657813847' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8146140120657813847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8146140120657813847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/1_18.html' title='พระนันทกเถระ2'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7253000924358467550</id><published>2007-09-18T17:17:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:17:16.208-07:00</updated><title type='text'>พระนันทกเถระ1</title><content type='html'>ท่านพระนันทกเถระ ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ ในเมืองสาวัตถี เมื่อเติบใหญ่แล้วได้สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระบรมศาสดา บังเกิดความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต่อไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีความชำนาญในการระลึกซึ่งปุพเพสันนิวาสขันธสันดาน ที่ท่านและสัตว์อื่นเคยอยู่อาศัยบังเกิดในชาติก่อน ๆ (เป็นผู้ชำนาญในการระลึกชาติหนหลัง) ท่านเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ในการแสดงธรรมแก่บริษัทสี่ให้เป็นที่พอใจ และเข้าใจได้โดยง่าย ในตำนานปรากฏว่าท่านแสดงพระธรรมเทศนา ว่าด้วยเรื่องอายตนะ ๖ ประการ แก่นางภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา นางภิกษุณีเหล่านั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล และพากันชื่นชมยินดีในพระธรรมเทศนาของท่าน พระบรมศาสดาทรงทราบ ในวันรุ่งขึ้นรับสั่งให้ไปแสดงธรรมสั่งสอนภิกษุณีอีก ท่านก็ได้ไปแสดงธรรมสั่งสอนนางภิกษุณีตามพระพุทธประสงค์ ยังนางภิกษุณีเหล่านั้นให้ดำรงอยู่ในอรหัตตผล พร้อมกันทั้ง ๕๐๐ องค์ &lt;br /&gt;      เพราะอาศัยคุณสมบัติเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่นางภิกษุณี.&lt;br /&gt;คำบูชาพระนันทกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ภิกขุโนวาทะกานัคโค   นันทะโก  อิติ  วิสสุโต&lt;br /&gt;ปาเลตุ  โน  สะทา  เถโร  โสตถิง  ผาสุง  กะโรตุ โน ฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระเถระนามว่า  นันทกะ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุณี  โปรดรักษาข้าพเจ้าทั้งหลาย  และจงประทานความสวัสดีและความผาสุกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7253000924358467550?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7253000924358467550/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7253000924358467550' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7253000924358467550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7253000924358467550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/1_9174.html' title='พระนันทกเถระ1'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-604710062605451968</id><published>2007-09-18T17:13:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:13:31.442-07:00</updated><title type='text'>พระนันทเถระ</title><content type='html'>พระนันทเถระ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้ครองนครกบิลพัสดุ์ เมื่ออยู่ในครรภ์พระมารดา ทำให้บรรดาประยูรญาติมีความยินดีร่าเริงใจใคร่จะเห็น ด้วยเหตุนั้น เมื่อพระราชกุมารประสูติแล้ว บรรดาประยูรญาติ จึงได้ถือเอานิมิตนั้นไปถวายพระนามว่า นันทกุมาร &lt;br /&gt;      เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้วเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ที่นิโครธาราม ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด พระราชบิดา และพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านาง ประกาศสุจริตธรรม เพื่อให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส &lt;br /&gt;      วันหนึ่ง ได้มีการอาวาหมังคลาภิเษก ระหว่างนันทกุมาร และพระนางชนบทกัลยาณี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปเสวยที่พระตำหนักของนันทกุมารเสร็จแล้ว ทรงส่งบาตรให้นันทกุมารถือไว้ แล้วตรัสประทานพร เพื่อเป็นมงคลแล้วเสด็จกลับ ส่วนนันทกุมารใน ขณะถือบาตรตามเสด็จไปพลางนึกรำพึงในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงรับบาตรในที่แห่งใดก็จะรีบกลับมา แต่ก็ไม่สามารถจะทูลเตือน พระพุทธองค์ได้ เพราะมีความเคารพในพระองค์ ส่วนพระนางชนบทกัลยาณีที่เตรียมจะเป็นเทวีของนันทกุมาร ได้เห็นอาการอย่างนั้น จึงร้องสั่งว่า ขอพระลูกเจ้าจงรีบเสด็จกลับมา ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จถึงที่ประทับแล้ว จึงตรัสถามนันทกุมารว่า นันทะ เธอจักบวชหรือ แม้นันทกุมารไม่สมัครใจจะบวช แต่ก็ไม่สามารถขัดพระหฤทัยได้ เพราะมีความเคารพมาก จึงทูลยอมรับด้วยความจำใจว่า จะบวช ครั้นบวชแล้วหวนระลึกถึงแต่คำพูดที่นางชนบทกัลยาณีร้องรับสั่งไว้อยู่เสมอ มีความกระสัน ไม่มีความผาสุกในอันที่จะประพฤติ พรหมจรรย์ต่อไป คิดจะสึกออกมา พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องจึงได้พาเที่ยวจาริกไปในที่ต่าง ๆ เพื่อให้พระนันทะได้พบเห็น หญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามกว่านางชนบทกัลยาณีนั้น แล้วละความรักในรูปของนางชนบทกัลยาณีเสีย และมุ่งหมายอยากได้รูปหญิงสาวที่สวยงามยิ่งกว่านั้นต่อไป ในที่สุดพระบรมศาสดาต้องเป็นผู้รับประกันว่า ถ้าพระนันทะตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว พระองค์ทรงรับรองที่จะหาหญิงสาวที่สวย ๆ งาม ๆ ให้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระนันทะก็ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อจะได้หญิงสาวที่สวย ๆ งาม ๆ จนเรื่องนั้นแผ่กระจายไปทั่วพวกภิกษุก็พากันล้อเลียนท่านว่า พระนันทะเป็นลูกจ้าง พระนันทะเกิดความละอายหลีกไปอยู่แต่เพียงผู้เดียว เกิดความดำริขึ้นในใจว่า ความรักไม่มีที่สิ้นสุด เกิดความสลดใจจนบรรเทาความรักเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรจนได้บรรลุพระอรหัตผล &lt;br /&gt;      เมื่อพระนันทะได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้ที่สำรวมระวังอินทรีย์ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดา ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างสำรวมระวังอินทรีย์ ๖ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายด้วยอำนาจของโลกธรรม.&lt;br /&gt;คำบูชาพระนันทเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;อินทริเยสุ  คุตตะทวาโร  อัคคัฏฐาเน  ฐิโต  อะหุ&lt;br /&gt;นันทัตเถโร  วะสิปปัตโต  สะทา  โสตถึง กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คำแปล)พระนันทะเถระ ได้วสีความชำนาญในการเข้าออกฌานสมาบัติ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้สำรวมอินทรีย์  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-604710062605451968?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/604710062605451968/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=604710062605451968' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/604710062605451968'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/604710062605451968'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7739.html' title='พระนันทเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-3061655412269939003</id><published>2007-09-18T17:11:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:11:57.893-07:00</updated><title type='text'>พระนาคิตเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนาคิตเถระ มีชาติภูมิเป็นมาอย่างไร เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ในสำนักของใคร ณ ที่ไหน ยังไม่ได้พบที่มาแห่งประวัติของท่าน เรื่องราวของท่านที่มีมาในคัมภีร์ต่างๆ ก็กล่าวถึงเรื่องตอนที่ท่านได้อุปสมบทแล้ว และปรากฏว่าท่านเคยเป็นผู้อุปัฏฐานพระบรมศาสดาองค์หนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่บรรลุถึงบ้านพราหมณ์ชือว่าอิจฉานังคละ ประทับอยู่ ณ ที่นั้น พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวอิจฉานังคละ ได้ทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จมาจึงพากันจัดแจงของถวายมีของขบเคี้ยวของฉันเป็นต้น แล้วพร้อมกันเข้าไปเฝ้าส่งเสียงดังอึงคะนึงอยู่นอกซุ้มประตู สมัยนั้นท่านพระนาคิตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับเสียงนั้นแล้วรับสั่งถามท่านพระนาคิตะ  ดูกรนาคิตะ ชนพวกไหนนั่น พากันส่งเสียงดังอึงคะนึงอยู่เหมือนพวกชาวประมงแย่งปลากัน ท่านไปดูแล้วกลับมาทูลว่า พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวอิจฉานังคละ พากันถือขาทนียะโภชนียะมา(ของขบเคี้ยวและของฉัน) เพื่ออุทิศถวายพระองค์ พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ด้วย จึงรับสั่งว่า นาคิตะ  ตถาคตไม่ต้องการสมาคมด้วย ต้องการแต่ความสงัดความวิเวก ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงรับเถิด บัดนี้เป็นโอกาสอันสมควรที่พระองค์จะทรงรับแล้ว แต่พระองค์ตรัสห้ามเสีย แล้วทรงแสดงอานิสงส์ของภิกษุผู้มีความมักน้อยเที่ยวไปอยู่ในป่า ยินดีเสนาสนะอันเงียบสงัด   ท่านพระนาคิตเถระนั้นนับเข้าในจำนวนพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง แต่ท่านจะได้สำเร็จมรรคผลในครั้งไหนไม่ปรากฏ แม้ในเรื่องที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้พูดถึง แต่พึงเข้าใจว่า ท่านได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นอเสขบุคคล(บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระนาคิตเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ปุพเพนิวาสัง  ชานันโต     ทิพพะจักขุวิโสธะโน&lt;br /&gt;นาคิโตระหะตัง  ปัตโต  โสตถยาโรคยัง  ทะทาตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระนาคิตเถระ  ผู้ระลึกชาติในปางก่อนได้  ผู้มีทิพจักษุอันบริสุทธิ์  บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว  จงประทานความสวัสดี  และความไม่มีโรคให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-3061655412269939003?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/3061655412269939003/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=3061655412269939003' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3061655412269939003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3061655412269939003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2425.html' title='พระนาคิตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-2796089815986548212</id><published>2007-09-18T17:10:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:10:09.897-07:00</updated><title type='text'>พระนาลกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนาลกะ เป็นบุตรของน้องสาวอสิตดาบส หรือกาฬเทวิลดาบส ในกรุงกบิลพัศดุ์ เมื่อครั้งพระมหาบุรุษประสูติใหม่ กาฬเทวิลดาบสไปเยี่ยมเยียน ได้เห็นพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะถูกต้องตามตำราพยากรณ์ของพราหมณ์ ว่าพระองค์จะเสด็จออกทรงผนวช แล้วจัดได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก จึงมาแนะนำนาลกะผู้หลานชายให้ออกบวชประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ คอยพระองค์อยู่ นาลกะก็กระทำตามคำแนะนำ&lt;br /&gt;     เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวชได้ตรัสรู้แล้ว นาลกะได้ทราบข่าว จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามปัญหาโมไนยปฏิบัติ พระองค์ก็ทรงพยากรณ์(ตอบ)ให้โดยนัยเป็นต้นว่า พึงทำจิตให้เสมอในสัตว์และบุคคลทั้งปวง อย่าโกรธอย่าโทมนัสขัดแค้นในเมื่อถูกบริภาษ เมื่อเวลาจบพยากรณ์ปัญหา นาลกะเกิดความเลื่อมใส จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทแล้วทูลลาพระบรมศาสดาเข้าไปสู่ป่า อุตส่าห์พยายามทำความเพียรในโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ ไม่ทำความสนิทสนมกับชาวบ้าน ไม่ติดในบุคคลและถิ่น เป็นผู้มักน้อยในที่จะเห็น เป็นผู้มักน้อยในที่จะฟัง เป็นผู้มักน้อยในที่จะถาม ไม่ช้าไม่นานท่านก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล ท่านเป็นผู้ปฏิบัติโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ เป็นธรรมเนียมของผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ จะคงมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือนเป็นอย่างน้อย ๗ ปีเป็นอย่างกลาง ๑๖ ปีเป็นอย่างสูง และในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ จะมีพระสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะนี้ จัดว่าพระนาลกะ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ นับแต่วันที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลมา ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่ได้เพียง ๗ เดือนเท่านั้นก็ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอิริยาบถยืน เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดา.&lt;br /&gt;คาถาบูชาพระนาลกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;นาละโกปิ  มะหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหาเถระนาลกะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-2796089815986548212?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/2796089815986548212/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=2796089815986548212' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2796089815986548212'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2796089815986548212'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3787.html' title='พระนาลกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-4635052875795430631</id><published>2007-09-18T17:08:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:08:53.647-07:00</updated><title type='text'>พระปิงคิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปิงคิยเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ปิงคิยมาณพได้ออกบวชติดตามด้วยและอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาส่งไปให้ทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;         ปิงคิยมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนสุดท้ายว่า&lt;br /&gt;        ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่แล้ว ไม่มีกำลัง มีผิวพรรณเหี่ยวย่นแล้ว ดวงตาของข้าพระพุทธเจ้าก็เห็นไม่ชัดนัก หูก็ฟังไม่ชัด ขอข้าพระพุทธเจ้าอย่าเป็นผู้หลงฉิบหายเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า &lt;br /&gt;         พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(ตอบ)ว่า ท่านเห็นว่า ชนทั้งหลายประมาทแล้ว ย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาท ละความพอใจในรูปเสีย จะได้ไม่เกิดอีก &lt;br /&gt;       ปิงคิยมาณพ :  ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ เป็นสิบทิศทั้งทิศเบื้องบนเบื้องต่ำ ที่พระองค์ไม่เคยเห็น ไม่เคยฟัง ไม่เคยทราบ ไม่ได้รู้แล้วแม้แต่น้อยหนึ่งมิได้มีในโลก ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในชาตินี้เสีย&lt;br /&gt;       พระบรมศาสดา : เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์อันตัณหาครอบงำ มีความเดือดร้อนเกิดขึ้น อันชราถึงรอบด้านแล้ว เหตุนั้น ท่านจงอย่าประมาท ละตัณหาเสีย จะได้ไม่เกิดอีก &lt;br /&gt;        ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา ปิงคิยมาณพได้เพียงดวงตาเห็นธรรม คือได้บรรลุเพียงโลดาปัตติผล เพราะเวลาฟังพยากรณ์ปัญหา มีจิตฟุ้งซ่านคิดถึงพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ว่า ลุงของเราหาได้ฟังธรรมเทศนาที่ไพเราะอย่างนี้ไม่ อาศัยโทษที่จิตฟุ้งซ่าน เพราะความรักใคร่ในอาจารย์ จึงไม่อาจทำจิตให้สิ้นจากอาสวะได้  ในลำดับนั้น ปิงคิยมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา  ครั้นท่านปิงคิยมาณพได้อุปสมบทแล้ว จึงทูลลาพระบรมศาสดากลับไปแจ้งข่าวแก่พราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์แล้ว แสดงธรรมเทศนาแก้ปัญหาสิบหกข้อนั้นให้ฟัง ภายหลังได้สดับโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอน ได้บรรลุพระอรหัตผล ส่วนพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ ได้บรรลุธรรมาภิสมัยแต่เพียงชั้นเสขภูมิ (อนาคามิผล).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระปิงคิยเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ปิงคิโยปิ  มหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหาเถระปิงคิยะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-4635052875795430631?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/4635052875795430631/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=4635052875795430631' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4635052875795430631'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4635052875795430631'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6464.html' title='พระปิงคิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1738415793569638644</id><published>2007-09-18T17:07:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:07:20.375-07:00</updated><title type='text'>พระปิณโฑลภารทวาชเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ภารทวาชโคตร ในกรุงราชคฤห์ มีชื่อตามโคตรว่า ภารทวาชมาณพ เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทตามลัทธิของพราหมณ์ มีความชำนิชำนาญ ได้เป็นคณาจารย์บอกศิลปวิทยาแก่มาณพประมาณห้าร้อย ภารทวาชมาณพนั้นมีความโลภในอาหาร เที่ยวไปแสวงหาอาหารกับพวกมาณพผู้เป็นศิษย์ในที่ต่าง ๆ คือ ในที่ตนควรได้บ้างไม่ควรได้บ้างเหตุดังนั้น จึงมีนามปรากฏว่า “ปิณโฑลภารทวาชมาณพ” ครั้นเมื่อพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนามาโดยลำดับจนบรรลุถึงพระนครราชคฤห์ ปิณโฑลภารทวาชมาณพได้ทราบข่าว จึงเข้าไปเฝ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา&lt;br /&gt;         ครั้นพระปิณโฑลภารทวาชะได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท อุตสาหะเจริญสมณธรรมในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล ท่านเป็นผู้สมบูรณ์ด้วย อินทรีย์ ๓ ประการคือ สตินทรีย์, สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์ ในวันที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลนั้น ท่านถือเอาอาสนะเครื่องลาดไปสู่บริเวณวิหาร ปูลาดแล้ว เที่ยวบันลือออกซึ่งสีหนาทด้วยวาจาอันองอาจว่า “ยสฺส  มคฺเค วา ผเล วา กงฺขา อตฺถิ โส  มํ ปุจฺฉตุ” (แปลว่า ผู้ใดมีความสงสัยมรรคหรือผล ผู้นั้นจงถามเราเถิด )ไม่ว่าจะไปในที่ไหน แม้ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา ท่านก็บันลือสีหนาทเช่นนั้น อาศัยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้บันลือซึ่งสีหนาท ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะนั้น.&lt;br /&gt;คำบูชาพระปิณโฑลภารทวาชเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt; ภาระทวาโช  มะหาเถโร  สีหะนาทานะมุตตะโม&lt;br /&gt; ฐะปิโต  อัคคัฏฐานัมหิ  สะทา โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระปิณโฑลภารทวาชมหาเถระ  ผู้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บันลือสีหนาท  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1738415793569638644?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1738415793569638644/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1738415793569638644' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1738415793569638644'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1738415793569638644'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5754.html' title='พระปิณโฑลภารทวาชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-175194674001881956</id><published>2007-09-18T17:06:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:06:04.047-07:00</updated><title type='text'>พระปิลินทวัจฉเถระ</title><content type='html'>พระปิลินทวัจฉเถระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ วัจฉโคตร เดิมชื่อ ปิลินทะ ดังนั้นจึงเรียกชื่อรวมเข้ากับโคตรว่า ปิลินทวัจฉะ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว เกิดศรัทธาจึงได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ต่อมาไม่ช้าไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นพระอเสขบุคคล(บุคคลที่ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร อันเป็นกลันทกนิวาปสถาน (แปลว่า สถานที่ให้เหยื่อกระแต) ในกรุงราชคฤห์ ในเวลานั้นท่าน พระปิลินทวัจฉะร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ ซึ่งแปลว่า เป็นคนถ่อย อันเป็นคำหยาบคาย พวกภิกษุจึงพากันเข้ากราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งให้เรียกตัวท่านเข้ามาเฝ้าแล้วรับสั่งถามว่า ดูก่อนปิลินทวัจฉะ เราได้ทราบข่าวว่าเธอร้องเรียกพวกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ เป็นความจริงหรือ ? พระเถระจึงกราบทูลว่า เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงระลึกถึงบุพเพสันนิวาสของท่านพระปิลินทวัจฉะแล้ว ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากล่าวตำหนิปิลินทวัจฉภิกษุเลย เธอมิได้โกรธแค้นเรียกร้องพวกเธอด้วยวาทะว่า วสละ ดอก ปิลินทวัจฉภิกษุนี้เคยถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์มาแล้ว ๕๐๐ ชาติ เธอก็เคยมีวาทะว่า วสละ มาแล้วสิ้นกาลช้านาน เพราะเหตุนั้น เธอจึงร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะเช่นนั้น ครั้นต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะนั้น ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่รักใคร่เจริญใจของเทพยดา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระปิลินทวัจฉเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ปิลินทะวัจฉะสะมะโณ  เทวานัง  ปิโย  อะหุ&lt;br /&gt;ฐะปิโต  อัคคัฏฐานัมหิ  โสตถยาโรคยัง ทะทาตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระปิลินทวัจฉเถระ  พระศาสดาตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายซึ่งเป็นที่รักของเหล่าเทวดา  จงประทานความสวัสดีและความไม่มีโรคแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-175194674001881956?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/175194674001881956/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=175194674001881956' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/175194674001881956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/175194674001881956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2141.html' title='พระปิลินทวัจฉเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1116278536296140067</id><published>2007-09-18T17:04:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:04:40.669-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปุณณกเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆารวาสวิสัย จึงได้กราบทูลลาออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์พาวรี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ปุณณกมาณพได้ออกบวชไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และรวมอยู่ในศิษย์ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดาที่ปาสณเจดีย์ แคว้นมคธ &lt;br /&gt;      ปุณณกมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๓ ใจความว่า บัดนี้ มีปัญหามาถึงพระองค์ผู้หาความหวาดหวั่นมิได้ รู้เหตุที่เป็นรากเหง้าของสิ่งทั้งปวง ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถามว่า หมู่มนุษย์ในโลกนี้ คือ ฤๅษี กษัตริย์ พราหมณ์ จำนวนมากอาศัยอะไรจึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา ขอพระองค์ตรัสบอกข้อความนี้แก่ข้าพระองค์ &lt;br /&gt;      พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์(เฉลย)ว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้นอยากได้ของที่พวกตนปรารถนา ที่มีชรามาทำให้แปรเปลี่ยน จึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา &lt;br /&gt;      ปุณณกมาณพทูลถามต่อว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้น ถ้าไม่ประมาทในยัญของตน จะข้ามพ้นชาติและชราได้หรือไม่ &lt;br /&gt;      พระบรมศาสดาตรัสว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้น มุ่งลาภที่ตนหวังจึงพูดสรรเสริญการบูชายัญ รำพันถึงสิ่งที่ตนปรารถนาก็เพราะอาศัยลาภ เราตถาคตกล่าวว่าผู้บูชายัญเหล่านั้น ยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติ ชรา ไปได้ &lt;br /&gt;      ปุณณกมาณพจึงทูลถามต่อว่า ถ้าผู้บูชายัญเหล่านั้นข้ามพ้นชาติ ชรา เพราะยัญของตนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นใครเล่าในเทวโลกหรือมนุษยโลกจะข้ามพ้น ชาติ ชรา นั้นได้ &lt;br /&gt;      พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ความอยากที่เป็นเหตุดิ้นรน ทะเยอทะยาน ของผู้ใดไม่มีในทุก ๆ ชาติ เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อนในโลก เราตถาคตกล่าวว่า ผู้นั้นซึ่งมีจิตสงบระงับแล้ว ไม่มีทุจริต ความประพฤติชั่วอันจะทำให้จิตมัวหมอง ดุจควันไฟที่จับเป็นเขม่า ไม่มีกิเลสอะไร ๆ มากระทบ ไม่มีความทะยานอยาก ข้ามพ้นชาติ ชรา ไปได้แล้ว &lt;br /&gt;      ครั้นพระบรมศาสดา ทรงแก้ปัญหาที่ปุณณกมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา ปุณณกมาณพได้สำเร็จพระอรหัตตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อพระศาสดาทรงพยากรณ์ ปัญหาของมาณพที่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ปุณณกมาณพจึงพร้อมกับเพื่อนทั้งหมดทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระปุณณกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ปุณณะโก  จะ  มะหาเถโร    นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระมหาเถระปุณณกะ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1116278536296140067?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1116278536296140067/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1116278536296140067' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1116278536296140067'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1116278536296140067'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8438.html' title='พระปุณณกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-3533174999430567018</id><published>2007-09-18T17:03:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:03:21.101-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณชิเถระ</title><content type='html'>พระปุณณชิเถระ ท่านเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองพาราณสี เป็นเพื่อนกับพระยสะ พอทราบข่าวว่ายสกุลบุตรผู้เป็นเพื่อนออกบวชแล้ว จึงคิดว่าธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชนั้นจักไม่เลวทรามแน่ คงจะเป็นสิ่งประเสริฐ ครั้นคิดอย่างนั้นแล้วจึงพร้อมด้วยเพื่อน อีก ๓ คน คือ วิมละ สุพาหุ ควัมปติ ได้เข้าไปหาท่านพระยสะ หลังจากนั้นพระยสะก็พาไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และทูลขอให้พระองค์ทรงสั่งสอน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาสอนด้วย อนุปุพพิกถา และอริสัจ ๔ ในเวลาจบพระธรรมเทศนาท่านเหล่านั้น ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงทูลขออุปสมบทกับพระศาสดา พระองค์ทรงประทานอนุญาตให้เป็นภิกษุโดยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา หลังจากได้อุปสมบทแล้วได้ฟังเทศนาปกิณณกกถาเพิ่มเติมก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล ท่านเป็นองค์หนึ่งที่ได้รับพุทธานุญาตให้ ไปประกาศพระศาสนาในนานาชนบท ได้ช่วยทำกิจหน้าที่เป็นอย่างดี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระปุณณชิเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;วิสุทโธ ปุณณะชิตเถโร    นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระเถระปุณณณชิ  ผู้บริสุทธิ์  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-3533174999430567018?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/3533174999430567018/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=3533174999430567018' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3533174999430567018'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3533174999430567018'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1468.html' title='พระปุณณชิเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7724098831570759467</id><published>2007-09-18T17:02:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T17:02:06.320-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณมันตานีบุตรเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ ชื่อว่า โทณวัตถุ ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "ปุณณ" เรียกนามตามที่เป็นของนางมันตานีพราหมณี ว่า ปุณณมันตานีบุตร ปุณณมาณพเป็นหลานของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะนางมันตานีพราหมณีผู้เป็นมารดาเป็นน้องสาวของท่าน การที่ปุณณมาณพจะได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เพราะอาศัยพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นลุง เป็นผู้ชักนำมาให้บวชในเมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ท่านได้ไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ให้ปุณณมาณพผู้เป็นหลายชายบวชในพระพุทธศาสนา ครั้นพระปุณณะบวชแล้วไปอยู่ในประเทศชื่อ ชาติภูมิ บำเพ็ญเพียรไม่นามนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระปุณณะตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ อย่าง คือ &lt;br /&gt;๑. มักน้อย ๒. สันโดษ ๓. ชอบสงัด ๔. ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ๕. ปรารภความเพียร ๖. บริบูรณ์ด้วยศีล ๗. สมาธิ ๘. ปัญญา ๙. วิมุตติ ๑๐. ความรู้เห็นในวิมุตติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้เมื่อมีบริษัท ท่านก็สั่งสอนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการ ครั้นต่อมาภิกษุที่เป็นบริษัทของท่านลาไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลพรรณนาคุณพระอุปัชฌาย์ของตนว่าตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการนั้น และสั่งสอนให้บริษัท ตั้งอยู่ในคุณธรรมสิบประการนั้นด้วย ในเวลานั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้ยินภิกษุเหล่านั้นทูลพรรณนาคุณของพระปุณณะ มีความประสงค์อยากจะรู้จักและสนทนาด้วย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านพระปุณณะมาเฝ้า พอหลีกไปจากที่เฝ้าแล้ว พระสารีบุตรทราบข่าว จึงเข้าไปหาสนทนาปราศรัยกันแล้ว ไต่ถามถึงวิสุทธิ ๗ ประการ ท่านพระปุณณะก็วิสัชนาชักอุปมาอุปมัยเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด ในที่สุดแห่งการปุจฉาวิสัชนาวิสุทธิ ๗ ประการนั้น พระเถระทั้งสองก็อนุโมทนาภาษิตของกันและกัน &lt;br /&gt;ท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น อาศัยความที่ตนตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นใดแล้ว สอนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นนั้นด้วย พระบรมศาสดาจึงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระปุณณมันตานีบุตรเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;เสฏโฐ  ธัมมะกะถิกานัง  ติณณัง  เวทานะปาระคู&lt;br /&gt;ปุณโณ  มันตานิยา ปุตโต  เถโร  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระปุณณเถระ  ผู้เป็นบุตรนางมันตานี เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึกทำให้คนเลื่อมใส  ผู้จบไตรเพท  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7724098831570759467?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7724098831570759467/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7724098831570759467' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7724098831570759467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7724098831570759467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8637.html' title='พระปุณณมันตานีบุตรเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7990225891066286424</id><published>2007-09-18T16:59:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T16:59:58.955-07:00</updated><title type='text'>พระโปสาลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโปสาลเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิต ของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์ ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ทูลลาพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตามลัทธิของพราหมณ์ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และเมืองอาฬกะติดต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์  โปสาลมาณพได้ออกบวชติดตามไปด้วย และอยู่ในมาณพ 16 คนที่พราหมณ์ พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลพามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ &lt;br /&gt;โปสาลมาณพทูลขอ โอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบสี่ว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงฌานของบุคคลผู้มีความกำหนดหมายใจรูปแจ้งชัด (คือ ได้บรรลุรูปฌานแล้ว ) ละรูปารมณ์ทั้งหมดได้แล้ว (คือบรรลุฌานสูงกว่ารูปฌานขึ้นไปแล้ว) เห็นอยู่ทั้งภายในภายนอกว่า ไม่มีอะไรเลย (คือบรรลุอรูปฌาน ที่เรียกอากิญจัญญายตนะ ) บุคคลเช่นนั้นจะควรแนะนำสั่งสอนให้ทำอย่างไรต่อไป ? &lt;br /&gt;         พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า พระตถาคตเจ้าทรงทราบภูมิที่เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งหมด จึงทรงทราบบุคคลเช่นนั้น แม้ยังคงอยู่ในโลกนี้ว่ามีอัธยาศัยน้อมในอากิญจัญญายตนภพ มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นเครื่องประกอบ ลำดับนั้นย่อมพิจารณาเห็นสหชาตธรรม ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น (คือ ธรรมที่เกิดพร้อมกับฌานนั้น) แจ้งชัด โดยลักษณะสามอย่าง (คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว) ข้อนี้เป็นฌานอันถ่องแท้ของบุคคลเช่นนั้น ผู้มีพรหมจรรย์ได้ประพฤติหมดแล้ว&lt;br /&gt;       ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา โปสาลมาณพได้บรรลุพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์ โปสาลมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระโปสาลเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปสาโล มหาเถโรปิ     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระมหาเถระโปสาละ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7990225891066286424?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7990225891066286424/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7990225891066286424' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7990225891066286424'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7990225891066286424'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2757.html' title='พระโปสาลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-4100743045967025161</id><published>2007-09-18T16:58:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T16:58:28.653-07:00</updated><title type='text'>พระพากุลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระพากุลเถระ เป็นบุตรของมหาเศรษฐี ในพระนครโกสัมพี เหตุที่ท่านได้นามว่า พากุละ เพราะท่านอยู่ในตระกูลแห่งเศรษฐีทั้งหลาย หรืออีกประการหนึ่ง เพราะท่านเป็นผู้ที่ตระกูลแห่งเศรษฐีทั้งสองได้เลี้ยงดูรักษา &lt;br /&gt;      ตามประวัติว่า เมื่อท่านเกิดได้เพียง ๕ วัน มารดาบิดาพร้อมด้วยญาติของท่าน ได้จัดทำงานมงคลโกนผมไฟ และได้ขนานนามท่านด้วย พวกพี่เลี้ยงได้พาท่านไปอาบน้ำชำระร่างกายที่แม่น้ำคงคา ในขณะนั้นปรากฏว่า ได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งว่ายมาตามกระแสน้ำ แลเห็นทารกนั้นเข้าสำคัญว่าเป็นอาหารจึงได้ฮุบทารกนั้นกลืนเข้าไปในท้อง  แต่ทารกนั้นเป็นผู้มีบุญญาธิการ เมื่ออยู่ในท้องปลาก็ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เลย แม้ความลำบากเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี นอนสบายเหมือนนอนบนที่นอนธรรมดา แต่ด้วยอำนาจบุญญาธิการของทารกนั้น ทำให้ปลาตัวนั้นเกิดความเดือดร้อนกระวนกระวายเที่ยวแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำบังเอิญไปติดข่ายของชาวประมงในพระนครพาราณสี เมื่อชาวประมงนั้นปลดปลาออกจากข่ายปลาตัวนั้นก็ถึงแก่ความตาย เขาจึงได้เอาปลานั้นไปเร่ขาย โดยตั้งราคาไว้ถึงหนึ่งพันกหาปณะ ในพระนครนั้นมีเศรษฐีท่านหนึ่งมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่หาบุตรธิดาไม่ได้เลย พร้อมด้วยภรรยาได้ซื้อปลานั้นราคาพันกหาปณะ และได้แล่ปลานั้นออก จึงได้พบทารกนั้นนอนอยู่ในท้องปลา เมื่อได้เห็นก็เกิดความรักใคร่ราวกะว่าเป็นบุตรของตน ได้เปล่งอุทานขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า เราได้ลูกในท้องปลาแล้วดังนี้ เศรษฐีและภรรยา ได้เลี้ยงดูทารกนั้นเป็นอย่างดี มิได้มีความรังเกียจเลย ครั้นต่อมา เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาเดิมได้ทราบเรื่องราวนั้นเข้า จึงได้ไปยังบ้านของเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีพอแลเห็นทารกนั้นก็จำได้ทันทีว่า เป็นบุตรของตน จึงได้ขอทารกนั้นคืนโดยแสดงเหตุผลตั้งแต่ต้นให้ท่านเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีทราบ แต่ท่านเศรษฐีก็ไม่ยอมคืนให้ เศรษฐีผู้เป็นมารดาบิดา เมื่อเห็นว่าคงจะเป็นการตกลงกันไม่ได้ จึงได้ถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสี เพื่อให้พระองค์ทรงวินิจฉัยชี้ขาด พระองค์จึงได้ทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองช่วยกันรักษาเลี้ยงดูทารกนั้นไว้เป็นคนกลาง เศรษฐีทั้งสองนั้นได้ผลัดเปลี่ยนกันรักษาเลี้ยงดูไว้ในตระกูลของตน ๆ มีกำหนดคนละ ๔ เดือน อาศัยเหตุการณ์ตามเรื่องที่กล่าวมานี้ ทารกนั้นจึงได้นามว่า พากุละ ตั้งแต่นั้นมา พากุลกุมารก็ได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูลเศรษฐีทั้งสองเป็นอย่างดียิ่ง จนเด็กนั้นเจริญวัยขึ้นตามลำดับ เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จไปประกาศพระศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลกุมาร พร้อมด้วยบริวารได้พากันไปเข้าเฝ้า เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้วก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท เมื่อได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว ได้ฟังพระโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนในทางวิปัสสนากรรมฐาน ท่านไม่ประมาท พยายามทำความเพียรเจริญสมณธรรมบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานเพียง ๗ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล ท่านเพียรพยายามประกอบกิจในพระพุทธศาสนา ปรากฏว่า ตั้งแต่อุปสมบทมาในพระพุทธศาสนาประมาณได้ ๖๐ ปี ท่านไม่เคยจำพรรษาในบ้านเกิดเลย และเป็นผู้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่ต้องทำการพยาบาลรักษาร่างกายด้วยเภสัชต่าง ๆ โดยที่สุด แม้ผลสมอชิ้นหนึ่งท่านก็ไม่เคยฉัน ตามประวัติของท่านกล่าวว่าการที่ท่านเป็นผู้มีโรคาพาธน้อยนั้น เป็นผลของบุญกุศลที่ท่านสร้างเวจกุฎี(ส้วม) และให้ยาบำบัดโรคเป็นทาน &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดา จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างเป็นผู้มีโรคาพาธน้อย &lt;br /&gt;      กิจสำคัญที่ท่านได้ทำไว้ในพุทธศาสนามีปรากฏในตำนานว่า ท่านได้ทำให้อเจลกัสสปปริพาชกผู้เป็นสหายเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเข้ามาอุปสมบท จนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัตตผล ด้วยการกล่าวแก้ปัญหา พระพากุลเถระดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน ก่อนแต่จะนิพพาน ท่านได้เข้าเตโชสมาบัตินั่งนิพพาน ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เมื่อท่านนิพพานแล้ว เตโชธาตุก็บังเกิดเป็นไฟไหม้สรีระร่างกายของท่านให้หมดไป ณ ที่นั้นเอง.&lt;br /&gt;คำบูชาพระพากุลเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;อัปปาพาโธ  มะหาเถโร  อัปปาพาธานมุตตะโม  &lt;br /&gt;พากุโล  อะระหา  ชาโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระพากุลเถระ  ผู้เป็นพระอรหันต์  เพราะเป็นผู้มีอาพาธน้อย จึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีอาพาธน้อย  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-4100743045967025161?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/4100743045967025161/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=4100743045967025161' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4100743045967025161'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4100743045967025161'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9533.html' title='พระพากุลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6524761029755244435</id><published>2007-09-18T16:56:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T16:56:54.821-07:00</updated><title type='text'>พระพาหิยทารุจิริยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระพาหิยทารุจิริยเถระ เป็นบุตรของกุฎุมพี ในแคว้นพาหิยะ เมื่อเติบโตแล้วได้ยึดอาชีพค้าขาย ครั้งหนึ่งได้ไปค้าขายทางจังหวัดสุวรรณภูมิ โดยทางเรือกับผู้คนเป็นจำนวนมาก เรือได้อับปางลงเสียก่อนที่จะถึงที่จุดหมายปลายทาง ผู้คนทั้งหมดได้เป็นภักษาแห่งปลาและเต่า เหลืออยู่เพียงพาหิยทารุจิริยะคนเดียว เกาะแผ่นกระดานได้แผ่นหนึ่งพยายามแหวกว่ายไปขึ้นที่ท่าเรือชื่อสุปารกะ ไม่มีผ้านุ่งผ้าห่มเหลือติดตัวอยู่เลย มองไม่เห็นอะไร ๆ ที่พอจะทำเป็นผ้าห่มจึงเอาเปลือกไม้บ้าง ใบไม้บ้าง เย็บติดกันเข้าทำเป็นผ้านุ่งห่ม ถือกระเบื้องเที่ยวไปขอทานเลี้ยงชีพ คนทั้งหลายพอได้เห็นท่านแล้วพากันสำคัญว่าคนนี้คงเป้นพระอรหันต์องค์หนึ่งแน่นอนจึงให้ข้าวต้ม และข้าวสวยเป็นต้นเป็นทาน และนำผ้านุ่งผ้าห่มไปให้เพื่อให้ท่านใช้นุ่งห่ม ท่านมาพิจารณาว่า ถ้าเรานุ่งห่มผ้าเสียแล้ว ลาภสักการะของเราจักเสื่อม จึงห้ามคนทั้งหลายไม่ให้นำผ้านุ่งผ้าห่มมาให้อีกต่อไป แล้วตนก็นุ่งเปลือกไม้ตามเดิม สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในกาลนั้นเทวดาผู้เคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันมาแต่ชาติก่อนซึ่งไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาสได้เล็งเห็นอาการของพาหิยทารุจิริยะ เช่นนั้น จึงได้ลงมาว่ากล่าวเตือนสติ ว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้น จึงสำนึกตัวได้ว่า ตนไม่ใช่พระอรหันต์ การทำเช่นนี้เป็นการหลอกลวงโลก ไม่เป็นการสมควรเลย &lt;br /&gt;      เมื่อรู้สึกตัวอย่างนั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงมีการตักเตือนให้สำเหนียกศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น ท่านส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนากับพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสสั่งให้ไปหาบาตรและจีวร ในขณะที่ท่านกำลังแสวงหาบาตรและจีวรอยู่นั้น บังเอิญมีนางยักษิณีตนหนึ่ง จำแลงเพศเป็นแม่โคนมวิ่งมาอย่างเร็วขวิดท่าน จนปรินิพพานไม่ทันได้อุปสมบท พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุจำนวนมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นร่างกายของท่านพาหิยทารุจิริยะ จึงรับสั่งให้ภิกษุจัดแจงทำฌาปนกิจ แล้วก่อพระสถูปบรรจุอัฐิไว้ &lt;br /&gt;      ในกาลต่อมา พระบรมศาสดาได้ทรงยกย่องตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างที่เป็นขิปปาภิญญา คือ ตรัสรู้เร็วพลัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระพาหิยทารุจิริยเถระ&lt;br /&gt;พาหิโย  ทารุจีริโย  ขิปปาภิญญานะมุตตะโม&lt;br /&gt;กะโรตุ  โน  มะหาสันติง  อาโรคยัญจะ  ชะยัง  สะทาฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระพาหิยทารุจิริยเถระ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ตรัสรู้เร็ว   จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่   ความไม่มีโรคและชัยชนะให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6524761029755244435?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6524761029755244435/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6524761029755244435' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6524761029755244435'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6524761029755244435'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1578.html' title='พระพาหิยทารุจิริยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-705198644734956535</id><published>2007-09-18T16:55:00.001-07:00</published><updated>2007-09-18T16:55:09.835-07:00</updated><title type='text'>พระภคุเถระ</title><content type='html'>พระภคุเถระเกิดในตระกูลศากยวงศ์ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติ แล้วเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมอันพวนารามของมัลลกษัตริย์ ในเวลานั้นมีศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงโด่งดังออกบวชตามพระบรมศาสดาเป็นอันมาก วันหนึ่งอนุรุทธศากยกุมาร มีความประสงค์จะออกบวชตามเสด็จพระบรมศาสดาบ้าง จึงได้มาชักชวนภคุศากยกุมารให้ออกบวชด้วย เมื่อภคุศากยกุมารมีความพอใจในการที่จะอุปสมบทตามคำชักชวน จึงได้พากันเสด็จออก จากพระนครกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยเจ้าศากยะอีก ๔ พระองค์ คือ ภัททิยะ,อนุรุทธ,อานันทะ,กิมพิละ โกลิยกุมารอีกหนึ่งองค์ คือ เทวทัต รวมทั้งอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาเป็น ๗ พากันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินัยพระองค์ก็ทรงอนุญาติให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;เมื่อพระภคุศากยะได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทตั้งใจบำเพ็ญความเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุ พระอรหัตตผล เป็นพระอเสขบุคคลนับเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูปองค์หนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระภคุเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;คะรุวาสัง  วะสิตวานะ  ปะสันโน  พุทธะสาสะเน&lt;br /&gt;ภะคุ  จาระหะตัง  ปัตโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระภคุเถระ  ผู้เลื่อมใสและอยู่ด้วยความเคารพในคำสอนของพระพุทธเจ้า  ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์   จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-705198644734956535?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/705198644734956535/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=705198644734956535' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/705198644734956535'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/705198644734956535'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5888.html' title='พระภคุเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8672387547746628289</id><published>2007-09-18T16:54:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:48:02.159-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระภัททิยเถระ1'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระภัททิยเถระ1</title><content type='html'>พระภัททิยเถระ มีชาติภูมิอยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ ๑๐๘ ที่ได้รับเชิญเลี้ยงโภชนาหารในการทำนาย พระลักษณะของพระมหาบุรุษ &lt;br /&gt;ตามประวัติว่า ในสมัยที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ได้ยินบิดาเล่าให้ฟังว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีพระลักษณะถูกต้องตามมหาบุรุษลักษณพยากรณ์ศาสตร์ จึงเกิดความเคารพและเลื่อมใสในพระองค์เป็นยิ่งนัก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวช ท่านพร้อมด้วยพราหมณ์ทั้ง ๔ คน ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าตกลงร่วมกันว่า การบรรชาของพระมหาบุรุษจักไม่เลวทรามหรือเสื่อมเสียจากประโยชน์เป็นแน่แท้ คงอำนวยประโยชน์ให้แก่คนอื่นด้วย ครั้นปรึกษากันเป็นที่เข้าใจแล้วจึงพากันออกบวชเป็นฤาษีติดตามคอยอุปัฏฐากทุกเช้าค่ำ ด้วยคาดหวังว่าถ้าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วจักนำธรรมะมาสั่งสอนพวกตนให้บรรลุตามบ้าง ครั้นเห็นพระองค์ทรงละการบำเพ็ญทุกรกิริยา จึงเกิดความเบื่อหน่ายในการคอยอุปัฏฐากทุกเช้าค่ำด้วยคิดว่า พระองค์กลายมาเป็นคนมักมากในกามคุณ คลายจากความเพียรเสียแล้ว คงจะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันหนึ่งอันใดแน่ จึงพากันหลีกหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเสด็จไปโปรดแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนา แต่ไม่สำเร็จมรรคผลอะไร ต่อมาได้ฟังปกิณณกเทศนา ได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ในพระธรรมวินัย &lt;br /&gt;ท่านบวชด้วย วิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านก็หลุดพ้นจากกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นพระเถระรูปหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยประกาศพระศาสนา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระภัททิยเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ภัททิโย  มหาเถโรปิ     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระภัททิยเถระ  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจอจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8672387547746628289?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8672387547746628289/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8672387547746628289' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8672387547746628289'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8672387547746628289'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/1.html' title='พระภัททิยเถระ1'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8785190643727648334</id><published>2007-09-18T16:52:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:46:58.011-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระภัททิยเถระ 2'/><title type='text'>พระภัททิยเถระ 2</title><content type='html'>พระภัททิยเถระ เป็นพระโอรสของพระนางศากยกัญญา พระนามว่า กาฬีโคธาราชเทวี ในกรุงกบิลพัสดุ์ พระนามว่า ภัททิยราชกุมาร เมื่อเจริญเติบโตแล้วได้เสวยราชสมบัติสืบศากยวงศ์ ครั้นต่อมาถูกอนุรุทธกุมาร ผู้เป็นพระสหายมาชักชวนให้ออกบวช  ครั้งแรกภัททิยราชกุมารไม่เต็มใจจะออกบวชด้วย ในที่สุดก็จำเป็นต้องยอมบวช จึงได้ทูลลาพระมารดา เพื่อสละราชสมบัติเสด็จออก ไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่อนุปิยนิคมแคว้นมัลละพร้อมด้วยพระราชกุมาร ๕ พระองค์ คือ อนุรุทธะ,อานันทะ,ภคุ,กิมพิละ, และเทวทัต รวมทั้งอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาเข้าด้วยจึงเป็น ๖ ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย &lt;br /&gt;ครั้นพระภัททิยะได้อุปสมบทแล้วเป็นผู้ไม่ประมาทตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ภายในพรรษาที่บวชนั่นเอง เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้วไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด จะเป็นป่าช้า หรือร่มไม้ก็ดี หรือแม้กระทั่งที่ว่างจากเรือนแห่งอื่น ๆ ก็ดี มักเปล่งอุทานในที่นั้น ๆ เสมอว่า สุขหนอ ๆ ภิกษุทั้งหลายได้ยินได้ฟังเช่นนั้นแล้ว จึงได้นำความนั้นไปกราบทูลพระบรมศาสดาว่า ท่านพระภัททิยะอุทานอย่างนี้ คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ มัวนึกถึงราชสมบัติเป็นแน่ พระบรมศาสดาจึงรับสั่งให้หา พระภัททิยะ มาแล้วตรัสถามว่า ภัททิยะ ได้ทราบว่า เธอเปล่งอุทานอย่างนั้นจริงหรือ ? จริงพระเจ้าข้า เธอมีความคิดเห็นอย่างไร จึงได้เปล่งอุทาน เช่นนั้น ท่านพระภัททิยะกราบทูลว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องจัดการรักษาป้องกันทั้งภายในและภายนอกวัง ทั้งภายในเมือง และนอกเมือง จนตลอดทั่วอาณาเขต ข้าพระองค์ แม้มีการอารักขาอย่างนี้ ก็ยังต้องหวาดสะดุ้ง กลัวภัยอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้ ข้าพระองค์ถึงจะอยู่ในป่า หรือใต้ร่มไม้ หรือแม้จะอยู่ในที่ว่างจากเรือนแห่งอื่น ๆ ก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว หรือสะดุ้ง มีขนไม่ลุกชูชัน เพราะความกลัวเป็นปกติ อาศัยอาหารที่ผู้อื่น ให้เลี้ยงชีวิต มีใจดุจมฤคเป็นอยู่ ข้าพระองค์มีความคิดเห็นอย่างนี้จึงเปล่งอุทาน อย่างนั้น พระบรมศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทาน ชมเชยในเวลานั้น &lt;br /&gt;ท่านพระภัททิยะนั้น เป็นผู้เกิดในตระกูลสูง ทั้งท่านก็ได้เป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังสละราชสมบัติออกบวช ด้วยเหตุนั้น.&lt;br /&gt;คำบูชาพระภัททิยะเพื่อขอพร&lt;br /&gt;อุจจากุลิกานัง  อัคโค  ภัททิโย  สุสะมาหิโต&lt;br /&gt;กาฬิโคธายะ  ปุตโต  จะ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระภัททิยเถระ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีตระกูลสูง  เป็นผู้อันจิตตั้งมั่น  เป็นบุตรนางกาฬิโคธา  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8785190643727648334?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8785190643727648334/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8785190643727648334' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8785190643727648334'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8785190643727648334'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/2.html' title='พระภัททิยเถระ 2'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-947776619897133051</id><published>2007-09-18T16:51:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:46:09.462-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระภัทราวุธเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระภัทราวุธเถระ</title><content type='html'>ท่านพระภัทราวุธ เป็นบุตรพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรี มีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฏิลประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และอาฬกะต่อกัน ภัทราวุธมาณพได้ติดตามออกบวชด้วยนับเข้าเป็นคนหนึ่งในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ &lt;br /&gt;ภัทราวุธมาณพได้ทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้วได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบสองว่า &lt;br /&gt;คนที่อยู่ตามชนบทต่าง ๆ อยากจะฟังพระวาจาของพระองค์พร้อมกันมาแล้วจากชนบทนั้น ๆ ได้ฟังพระวาจาของพระองค์แล้วจะกลับไปจากที่นี้ ขอพระองค์จงทรงแก้ปัญหาเพื่อชนเหล่านั้นเถิด &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า หมู่ชนนั้นควรจะนำตัณหา ที่เป็นเหตุถือมั่นในส่วนเบื้องบน เบื้องต่ำ และท่ามกลาง ออกให้หมดสิ้นเพราะเขาถือมั่นสิ่งใด ๆ ในโลก มารย่อมติดตามเขาได้เพราะสิ่งนั้น ๆ เหตุนั้นภิกษุเมื่อรู้อยู่ เห็นหมู่สัตว์ผู้ติดอยู่ในวัฏฏะอันเป็นที่ตั้งแห่งมารนี้ว่าติดอยู่ เพราะความถือมั่นดังนี้ พึงเป็นคนมีสติไม่ถือมั่นกังวลในโลกทั้งปวง &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหาจบลง ภัทราวุธมาณพ ได้บรรลุพระอรหัตตผล เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว ภัทราวุธมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคน ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระภัทราวุธเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ภัทราวุโธ  มหาเถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระภัทราวุธเถระ  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-947776619897133051?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/947776619897133051/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=947776619897133051' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/947776619897133051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/947776619897133051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6283.html' title='พระภัทราวุธเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5602874127978751103</id><published>2007-09-18T16:49:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:45:13.956-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหากัจจายนเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระมหากัจจายนเถระ</title><content type='html'>พระมหากัจจายนเถระ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ ผู้เป็นปุโรหิต (ที่ปรึกษา)ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี เดิมท่านชื่อว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปร่างลักษณะงามสง่า มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้เรียนจบไตรเพท คือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วได้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดา&lt;br /&gt;เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้ว เสด็จเที่ยวจาริกประกาศหลักธรรมคำสอนตามคามนิคมชนบทอยู่นั้น พระเจ้าจัณฑปัชโชต มีพระราชประสงค์จะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จสู่กรุง&lt;br /&gt;อุชเชนีของพระองค์บ้าง จึงรับสั่งให้ปุโรหิตกัจจายนะไปกราบทูลอาราธนา&lt;br /&gt;กัจจายนะถือโอกาสกราบทูลลาเพื่ออุปสมบทด้วย เมื่อทรงอนุญาตแล้วจึงพร้อมด้วยบริวารติดตามอีก ๗ คน เดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อเดินทางไปถึงก็รับเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนาให้ฟัง และท่านทั้ง ๘ คนนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปนา &lt;br /&gt;เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงอุชเชนี ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางมา แต่พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านไปเอง พระเจ้าจัณฑปัชโชต และชาวเมืองก็จะเกิดศรัทธาเหมือนกัน &lt;br /&gt;พระมหากัจจายนะ จึงกราบทูลลาพระบรมศาสดาพาภิกษุบริวารอีก ๗ องค์นั้นเดินทางกลับสู่กรุงอุชเชนี ประกาศหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต และชาวเมืองได้สดับรับฟัง เกิดศรัทธาเลื่อมใส ทำให้พระพุทธศาสนาแพร่กระจายทั่วกรุงอุชเชนีแล้ว &lt;br /&gt;ท่านก็ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีก กราบทูลขอพระบรมพุทธานุญาตแก้ไขพุทธบัญญัติ &lt;br /&gt;ท่านพระมหากัจจายนะ พักอาศัยอยู่ที่ภูเขาปวัตตะ แขวงเมืองกุรุรฆระ ในอวันตีทักขิณาปถชนบท ขณะนั้น มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า โสณกุฎิกัณณะ มีศรัทธาจะอุปสมบท แต่เนื่องจากในอวันตีชนบทนั้นมีพระภิกษุจำนวนน้อย ไม่ครบเป็นคณปูรกะจำนวน ๑๐ รูป (ทสวรรค) ตามพระบรมพุทธานุญาต ท่านจึงให้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่นานถึง ๓ ปีกว่าจะได้อุปสมบท &lt;br /&gt;และเมื่อท่านโสณกุฏิกัณณะได้อุปสมบทแล้ว ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ได้กราบลาพระมหากัจจายนะ ก็อนุญาตพร้อมทั้งสั่งให้ไปราบทูลขอพระบรมพุทธานุญาต ให้พระพุทธองค์ทรงแก้ไขพุทธบัญญัติ ๕ ข้อ ซึ่งไม่สะดวกแก่พระภิกษุผู้อยู่ในอวันตีชนบท คือ:-&lt;br /&gt;๑) ในอวันตีชนบท มีพระภิกษุจำนวนน้อย ขอให้พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะพระภิกษุน้อยกว่า ๑๐ รูปได้ข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตการอุปสมบทในปัจจันตชนบท ด้วยคณะพระภิกษุ ๕ รูปได้”&lt;br /&gt;๒) ในอวันตีชนบท มีพื้นดินขรุขระไม่เรียบไม่สม่ำเสมอ ขอให้พระผู้มีอาภาคทรงอนุญาตให้พระภิกษุในอวันตีชนบทสวมรองเท้ามีพื้นหลายชั้นได้ ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตให้ภิกษุสวมรองเท้ามีพื้นหลายชั้น ใน ปัจจันตชนบทได้”&lt;br /&gt;๓) ในอวันตีชนบท อากาศร้อน บุคคลต้องอาบน้ำทุกวัน ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุอาบน้ำเป็นนิตย์ได้ ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์แก่ภิกษุผู้อยู่ใน ปัจจันตชนบท” &lt;br /&gt;๔) ในอวันตีชนบท มีเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังมีหนังแพะ และหนังแกะ เป็นต้น สมบูรณ์ดีเหมือนในมัชฌิมชนบท ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาตเครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ มีหนังแพะ และหนังแกะ เป็นต้นเหล่านั้นเถิด ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์เหล่านั้น”&lt;br /&gt;๕) ทายกทั้งหลาย มักจะถวายจีวรแก่ภิกษุผู้ที่ออกจากวัดไปแล้ว ด้วยสั่งไว้ว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้” เมื่อเธอกลับมาแล้ว ทายกได้นำจีวรเข้าไปถวาย แต่เธอไม่ยอมรับด้วยเข้าใจว่า ผ้าผืนนี้เป็นนิสสัคคีย์ ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตให้ภิกษุรับจีวรที่ทายกถวายลับหลังได้ ด้วยว่า ผ้ายังไม่ถึงมือเธอตราบใด จะถือว่าเธอมีสิทธิ์ในผ้าผืนนั้นเต็มที่ไม่ได้ตราบนั้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหากัจจายนเถระ เป็นพระพุทธสาวกที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถอธิบายธรรมที่ย่อให้พิสดาร ให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาเลื่อมใสได้โดยไม่ยาก ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา ๔ คือ:-&lt;br /&gt;๑) อัตถปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในอรรถสามารถอธิบายความย่อให้พิสดารได้&lt;br /&gt;๒)ธัมมปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในธรรมสามารถถือเอาความโดยย่อจากธรรมที่พิสดารได้&lt;br /&gt;๓)นิรุตติปฏสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในนิรุตติมีความเชี่ยวชาญในภาษา สามารถพูดให้คนอื่นเลื่อมใสได้&lt;br /&gt;๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในปฏิภาณมีไหวพริบและปฏิภาณ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีพระธรรมเทศนาของท่านอีกหลายกัณฑ์ ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้ยกขึ้นสู่สังคีติ คือการทำสังคายนา ได้แก่:-&lt;br /&gt;๑ ภัทเทกรัตตสูตร เป็นสูตรที่แสดงถึงเรื่องบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือ คนที่เวลาวันคืนหนึ่ง ๆ มีแต่ความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า ได้แก่ ผู้ที่ไม่มัวครุ่นคิดถึงอดีต ไม่เพ้อฝันหวังอนาคต ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์สิ่งที่เป็นปัจจุบัน ทำความดีเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยไป มีความเพียรพยายามทำกิจที่ควรทำตั้งแต่ในวันนี้&lt;br /&gt;๒ มธุรสูตร เป็นสูตรที่ท่านแสดงแก่พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ในขณะที่ท่านพักอยู่ที่คุณธาวัน มธุรราชธานี สูตรนี้มีใจความแสดงถึงความไม่แตกต่างกันของวรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร วรรณะทั้ง ๔ นี้ แม้จะถือตัว เหยียดหยามกันอย่างไร แต่ถ้าทำดีก็ไปสู่ที่ดีเหมือนกันทั้งหมด ถ้าทำชั่วก็ต้องรับโทษไปอบายเหมือนกันทั้งหมด ทุกวรรณะเสมอกันในพระธรรมวินัย ออกบวชบำเพ็ญสมณธรรมแล้ว ไม่เรียกว่าวรรณะอะไร แต่เป็นสมณะเหมือนกันทั้งหมดที่พระเถระกล่าวสูตรนี้ ก็เพราะพระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ถามปัญหากับท่านเกี่ยวกับเรื่องพราหมณ์ถือตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเกิดจากพรหม ท่านจึงแก้ว่าไม่เป็นความจริงแล้วยกตัวอย่างเป็นข้อ ๆ ดังนี้:-&lt;br /&gt;๑) ในวรรณะ ๔ เหล่านี้ วรรณะใดเป็นผู้ร่ำรวย มั่งมีเงินทอง วรรณะเดียวกัน และวรรณะอื่นย่อมเข้าไปหา ยอมเป็นบริวารของวรรณะนั้น&lt;br /&gt;๒) วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าสู่อบายเสมอ เหมือนกันทั้งหมด&lt;br /&gt;๓) วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เหมือนกันทั้งหมด&lt;br /&gt;๔) วรรณะใดทำโจรกรรม ทำปรทาริกกรรม วรรณะนั้นต้องรับราชอาญาเหมือนกันทั้งหมด ไม่มียกเว้น&lt;br /&gt;๕) วรรณะใดออกบวช ตั้งอยู่ในศีลในธรรม วรรณะนั้นย่อมได้รับความนับถือ การบำรุง และการคุ้มครองรักษา เสมอเหมือนกันทั้งหมด&lt;br /&gt;เมื่อพระเถระแสดงเทศนามธุรสูตรจบลงแล้ว พระเจ้ามธุรราช ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส ประกาศประองค์เป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา&lt;br /&gt;ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่าพระมหากัจจายนเถระ เป็นผู้มีรูปร่างสง่างามผิวเหลือง ดุจทองคำสะอาดผ่องใจ เป็นที่ต้องตาถูกใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป จนกระทั่งมีเหตุการณ์วิปริตเกิดขึ้นแก่บุตรเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองโสเรยยะ ชื่อว่า โสเรยยะ เหมือนชื่อเมือง &lt;br /&gt;ขณะที่เขานั่งบนยานพาหนะกับสหายเพื่อไปอาบน้ำพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ได้เห็นพระเถระกำลังยืนห่มจีวร เพื่อเข้าไปบิณฑบาตในเมืองแล้วเกิดความพอใจ ในดวงจิตคิดอกุศลขึ้นว่า “งามจริงหนอ พระเถระรูปนี้ น่าจะเป็นภริยาของเรา หรือไม่ก็ขอให้ภริยาของเรามีสีผิวกายเหมือนพระเถระนี้”ด้วยอกุศลจิตคิดเพียงเท่านี้ ทำให้เพศชายของเขาหายไป กลายเป็นเพศหญิงไปทั้งร่าง ทำให้เขาอับอายเป็นอย่างมาก และโดยที่ไม่มีใครรู้เขารีบลงจากยานนั้นแล้วเดินตามกองเกวียนพ่อค้าไปยังเมืองตักสิลา และได้เป็นภริยาของลูกชายเศรษฐีในเมืองนั้น อยู่ร่วมกันจนมีบุตร ๒ คน แต่เดิมทีที่เขาอยู่ในเมือง โสเรยยะนั้น เขาก็มีภริยาอยู่แล้วและมีบุตรด้วยกัน ๒ คน เช่นเดียวกัน จึงปรากฏว่าเขาเป็นทั้งพ่อและแม่ หรือเป็นทั้งผัวและเมียในชาติเดียวกันนี้&lt;br /&gt;ต่อมา พระมหากัจจายนเถระ จาริกมายังเมืองตักสิลา โสเรยยะทราบแล้วจึงเล่าเรื่องราวของตนที่ผ่านให้สามีฟัง แล้วพากันไปกราบขอขมาโทษต่อพระเถระ เมื่อท่านทราบเรื่องโดยตลอดแล้วก็ยกโทษให้ และเพศหญิงก็หายไปเพศชายปรากฏขึ้นมาเหมือนเดิม &lt;br /&gt;เขาเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระเถระเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเห็นว่าตนเองเป็นคนแปลกคือเป็นทั้งชายและหญิงในอัตภาพเดียวเท่านั้น และยังคิดว่าไม่ควรที่จะอยู่ครองเพศฆราวาสต่อไป จึงมอบบุตรทั้ง ๔ คนให้บิดามารดาเลี้ยงดูต่อไป ส่วนตนเองได้ขอบวชในสำนักพระเถระ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา&lt;br /&gt;พระมหากัจจายนะ นอกจากจะมีเรื่องของโสเรยยะแล้ว ยังมีเรื่องพระภิกษุเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระเถระเดินมาแต่ไกลแล้วก็พากันกล่าวว่า “พระบรมศาสดาของพวกเราเสด็จมาแล้ว” แล้วพากันทำความเคารพกราบไหว้ ทั้งนี้ก็เพราะท่านมีรูปลักษณ์ละม้ายกับพระผู้มีพระภาคนั้นเอง &lt;br /&gt;พระเถระพิจารณาเห็นโทษเช่นนี้แล้ว จึงอธิษฐานจิตเนรมิตร่างกายของท่านให้เปลี่ยนแปลงผิดแปลงไปจากเดิม ร่างกายที่เคยสง่างามก็ย่นย่อ ต่ำเตี้ย ท้องป่อง หมดความสวยงามดังที่พุทธศาสนิกชนนิยมสร้างรูปท่านไว้เป็นที่สักการบูชาในทุกวันนี้&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรแต่โดยย่อ แล้วเสด็จเข้าสู่พระวิหารที่ประทับ พระภิกษุทั้งหลายไม่ได้โอกาสเพื่อจะกราบทูลถามเนื้อความที่ตรัสไว้โดยย่อให้เข้าใจได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหากัจจายนะ กราบอาราธนาให้ท่านได้เมตตาอธิบายขยายความให้ฟัง&lt;br /&gt;พระเถระได้อธิบายขยายความย่อให้ฟังอย่างพิสดาร แล้วกล่าวแนะนำว่า “ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายแห่งพระสูตรนี้ตามที่อธิบายมานี้ แต่ถ้าท่านทั้งหลายมีความต้องการจะทราบให้แน่ชัดก็จงไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค เมื่อพระองค์ทรงแก้อย่างไร ก็จงจำไว้อย่างนั้นเถิด”&lt;br /&gt;พระภิกษุเหล่านั้นพากันลาพระเถระแล้ว เข้าไปกราบทูลเนื้อความที่พระมหากัจจายนะ อธิบายไว้ให้พระพุทธองค์ทรงสดับ  พระผู้มีพระภาค ตรัสสรรเสริญพระเถระว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระมหากัจจายนะ เป็นผู้มีปัญญา เนื้อความนั้นถ้าพวกเธอถามตถาคต แม้ตถาคตก็จะอธิบายอย่างนั้นเช่นกัน ขอพวกเธอจงจำเนื้อความนั้นไว้เถิด”&lt;br /&gt;เมื่อครั้งพระพุทธองค์ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงตั้งพระมหากัจจายนะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในฝ่าย ผู้อธิบายเนื้อความย่อให้พิสดาร.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหากัจจายนเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังขิตตะภาสิตะมัตถัง    วิตถาเรนะ  วิชานะโก&lt;br /&gt;กัจจาโน  ภะวะนิสเนโห  เถโร  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหากัจจายนเถระ  เป็นผู้สามารถอธิบายเนื้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้โดยย่อให้พิสดาร  ผู้ปราศจากความสิเนหาในภพ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5602874127978751103?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5602874127978751103/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5602874127978751103' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5602874127978751103'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5602874127978751103'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5797.html' title='พระมหากัจจายนเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1153806337694634995</id><published>2007-09-18T16:47:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:43:01.514-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหากัปปินเถระ'/><title type='text'>พระมหากัปปินเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหากัปปินเถระ เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ ในเมืองกุกุฏวดี เมื่อพระราชบิดาทิวงคตแล้ว ได้เสวยราชย์สืบราชสันตติวงศ์สืบต่อมา มีพระอัครมเหสีพระนามว่า อโนชาเทวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ในเมืองสาคละ แคว้นมัททรัฐ พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ทรงมีม้าเป็นราชพาหนะถึง ๕ ตัว คือ ๑. ม้า ชื่อว่าพละ ๒. ชื่อว่า พลวาหนะ ๓. ชื่อว่า ปุปผะ ๔. ชื่อว่า ปุปผวาหนะ ๕. ชื่อว่า สุปัตตะ เมื่อทรงม้าตัวใด ม้าที่ยังเหลือ อีก ๔ ตัว ก็จะพระราชทานแก่พวกอำมาตย์ เพื่อให้ไปสืบหาข่าวเรื่องการอุบัติขึ้นของพระรัตนตรัยในโลก &lt;br /&gt;อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงม้า ชื่อว่า สุปัตตะ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และเหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพาร ได้เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ทรงพบกับพวกพ่อค้าประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งเดินทางมาจากเมืองสาวัตถี ตรัสถามทราบว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก  พระองค์ทรงมีความปีติโสมนัสบังเกิดศรัทธาแก่กล้าถึงขนาด ทรงลืมพระองค์ไป ได้พระราชทานรางวัลให้พวกพ่อค้าเหล่านั้นประมาณสามแสน ให้ไปรับเอากับพระอัครมเหสี และพระองค์ได้ทรงพระอักษร (เขียนหนังสือ) มอบราชสมบัติให้แก่พระอัครมเหสีฝากไว้ด้วยแล้วพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และอำมาตย์ราชบริพารประมาณหนึ่งพันเด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดา ในระหว่างทางเสด็จไปนั้น ได้ทรงพบแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำชื่อ อารวปัจฉา ๑ แม่น้ำชื่อนีลวาหนา ๑ แม่น้ำชื่อ จันทภาคา ๑ ตามลำดับ ในแม่น้ำเหล่านั้น ไม่มีเรือแพสำหรับให้ข้ามไป ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเจ้ามหากัปปินะพบแม่น้ำสายที่ ๑ ได้ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ พบแม่น้ำสายที่ ๒ ได้ทรงระลึกถึงพระธรรมคุณ พบแม่น้ำสายที่ ๓ ได้ทรงระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย แม่น้ำเหล่านั้นกลับกลายเป็นน้ำแข็ง ม้าเดินข้ามไปได้โดยสะดวก ส่วนพระบรมศาสดา ทรงทราบว่า พระเจ้ามหากัปปินะทรงสละราชสมบัติ พร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จมา มีพระราชประสงค์จะออกบรรพชาอุปสมบทมุ่งเฉพาะพระองค์ (พระบรมศาสดา) จึงได้เสด็จออกไปรับระยะทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ประทับอยู่ใต้ร่มไทร ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ทรงเปล่งรัศมีให้ปรากฏ พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จถึงที่นั้นแล้ว เสด็จลงจากหลังม้าพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปเฝ้าตามแสงสว่างแห่งรัศมี ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงแสดงอนุปุพพิกถา ในที่สุดแห่งเทศนา พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยข้าราชบริพารได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา &lt;br /&gt;ฝ่ายนางอโนชาเทวี ผู้เป็นอัครมเหสี ได้ทรงทราบเนื้อความในพระราชสาส์นจากพ่อค้า ก็ทรงบังเกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงได้ประทานรางวัลให้พวกพ่อค้าอีกประมาณ ๙ แสน รวมเป็น ๑๒ แสน (หนึ่งล้านสองแสน) ได้ทรงสละราชสมบัติ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาดุจในหนหลัง พระองค์ก็ทรงแสดงอนุปุพพิกถา ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาพระนางอโนชาเทวีพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบท ต่อมาได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของนางภิกษุณี ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ฝ่ายท่านพระมหากัปปินะพร้อมทั้งบริวาร ได้สดับพระธรรมเทศนา ที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระราชเทวีนั้น ครั้นส่งจิตไปตามแนวพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพาภิกษุพันรูปนั้นเสด็จกลับพระเชตวัน ท่านพระมหากัปปินะ ครั้นได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เที่ยวเปล่งอุทานอยู่บ่อย ๆ ว่า อโห สุขํ อโห สุขํ แปลว่า สุขหนอ สุขหนอ ภิกษุทั้งหลายได้ยินแล้วพากกันสำคัญว่า ท่านเปล่งอุทาน เช่นนั้น เพราะปรารภความสุขในราชสมบัติของตน จึงกราบทูลความนั้นแด่พระบรมศาสดา พระองค์ทรงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า ตรัสถามทราบความจริงแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหากัปปินะบุตรเรา มิได้เปล่งอุทานปรารภสุขในกาม หรือสุขในราชสมบัติ เธอเกิดปีติในธรรม จึงเปล่งอุทานปรารภอมตมหานิพพาน ส่วนท่านพระมหากัปปินะเพียรพยายามเจริญสมณธรรมบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ต่อไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล คราวแรก ๆ ท่านไม่กล้าสั่งสอนใคร เพราะยังไม่ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ต่อมาภายหลัง ท่านได้รับพระบรมพุทธานุญาตแล้ว จึงได้เป็นผู้สั่งสอนบริวารพันรูปของท่านให้สำเร็จพระอรหัตตผล &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา ทรงปรารภความสามารถของท่านในเรื่องนี้ขึ้นเป็นต้นเหตุจึงได้ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่ภิกษุบริษัท.&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหากัปปินเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะหากัปปินัตเถโรปิ  ภิกขุโอวาทะโก  อะหุ&lt;br /&gt;กุสะโล  โอวาทะทาเน  สะทา  โสตถิง  กะโรติ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหากัปปินเถระ  เป็นผู้ให้โอวาทภิกษุ  เป็นผู้เลิศในการให้โอวาท จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1153806337694634995?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1153806337694634995/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1153806337694634995' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1153806337694634995'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1153806337694634995'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1534.html' title='พระมหากัปปินเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5279331558678291557</id><published>2007-09-18T16:46:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:41:58.428-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหากัสสปเถระ'/><title type='text'>พระมหากัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหากัสสปะ เป็นบุตรกปิลพราหมณ์ กัสสปโคตร ในบ้านมหาติฏฐะ จังหวัดมคธรัฐ มีชื่อว่า ปิปผลิ เรียกตามโคตรว่ากัสสปะ พออายุครบ ๒๐ ปี ได้ทำการอาวาหมงคล (แต่งงาน) กับนางภัททกาปิลานี อายุ ๑๖ ปี เป็นบุตรีพราหมณ์โกสิยโคตร เมืองสาคละ จังหวัด มคธรัฐ พราหมณ์ผู้เป็นบิดา พร้อมกับนางพราหมณีผู้มารดา ก็ปรึกษากันหาภรรยาให้แก่บุตรของตน จึงมอบสิ่งของมีเงินและทอง เป็นต้นให้แก่พราหมณ์ ๘ คน แล้วส่งไปเพื่อให้แสวงหาหญิงที่มีลักษณะดีงาม มีฐานะเสมอกันกับสกุลของตน พราหมณ์ทั้งแปดคน รับสิ่งของทองหมั้นแล้วก็เที่ยวแสวงหาไปจนกระทั่งถึงเมืองสาคละ&lt;br /&gt;ในพระนครนั้น มีธิดาของพราหมณ์โกสิยโคตรคนหนึ่ง ชื่อว่า ภัททกาปิลานี อายุ ๑๖ ปี รูปร่างสะสวยงดงามสมกับเป็นผู้มีบุญ พราหมณ์เหล่านั้นครั้นได้เห็นแล้ว จึงเข้าไปสู่ขอกับบิดามารดาของนาง เมื่อตกลงกันแล้วจึงมอบสิ่งของทองหมั้น กำหนดวันอาวาหมงคล และส่งข่าวให้กปิลพราหมณ์ได้ทราบ ส่วนปิปผลิมาณพเมื่อได้ทราบดังนั้น ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะแต่งงานเลย จึงเข้าไปในห้องเขียน จดหมายบอกความประสงค์ของตนให้นางทราบ "นางผู้เจริญ จงได้สามีที่มีชาติและโคตร โภคสมบัติเสมอกับนาง อยู่ครอบครองเรือน เป็นสุขเถิด ฉันจักออกบวช ต่อไปภายหลังนางจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน" ครั้นเขียนเสร็จแล้ว มอบให้คนใช้นำไปส่ง แม้นางภัททกาปิลานี ก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน จึงได้เขียนจดหมายเช่นนั้นให้คนใช้นำมา คนถือจดหมายทั้งสอง มาพบกันระหว่างทาง ต่างไต่ถามความประสงค์ของกันและกันแล้วจึงฉีกจดหมายออกอ่าน แล้วทิ้งจดหมายฉบับนั้นเสียในป่า เขียนจดหมายมีเนื้อความแสดงความรักซึ่งกัน และกันขึ้นมาใหม่แล้วนำไปให้คนทั้งสอง&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา การอาวาหมงคลเป็นการสำเร็จเรียบร้อย โดยคนทั้งสองไม่ได้มีความประสงค์ สักแต่ว่าอยู่ร่วมกันเท่านั้น ไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวกันเลย แม้จะขึ้นสู่เตียงนอนก็ไม่ได้ขึ้นทางเดียวกัน ปิปผลิมาณพขึ้นข้างขวา นางภัททกาปิลานีขึ้นข้างซ้าย เมื่อเวลานอนตั้งพวงดอกไม้สองพวงไว้กลางที่นอน เพราะกลัวร่างกายจะถูกต้องกัน ถึงกลางวันก็ไม่ได้มีการหัวเราะยิ้มหัวต่อกันเลย เพราะฉะนั้นจึง ไม่มีบุตรหรือธิดาด้วยกัน สกุลของสามีภรรยาคู่นี้มั่งมีมาก มีการงานเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์มาก มีคนงานและพาหนะสำหรับใช้งานก็มาก ครั้นต่อมาบิดามารดาเสียชีวิต ปิปผลิมาณพได้ครองสมบัติ ดูแลการงาน สืบทอดจากบิดามารดา สามีและภรรยาต่างก็มีความเห็นร่วม กันว่า ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาปเพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี จึงมีใจเบื่อหน่าย พร้อมใจกันจะออกบวช ได้แสวงหาผ้ากาสายะ ถือเพศเป็นบรรพชิต ออกบวชมุ่งหมายเป็นพระอรหันต์ในโลก สะพายบาตรลงจากปราสาทหลีกหนีไป ปิปผลิเดินหน้า นางภัททกาปิลานี เดินหลัง พอถึงทางแยกแห่งหนึ่งจึงแยกจากกัน ปิปผลิเดินไปทางขวา ส่วนนางภัททกาปิลานีเดินไปทางซ้าย จนบรรลุถึงสำนักของนางภิกษุณี ภายหลังได้บวชเป็นนางภิกษุณี และได้บรรลุพระอรหัตตผล ส่วนปิปผลิเดินทางไปพบสมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งประทับ อยู่ที่ใต้ร่มไทร ซึ่งเรียกว่า พหุปุตตนิโครธ ในระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทาต่อกัน มีความเลื่อมใสเปล่งวาจาประกาศว่า พระศาสดาเป็นครูของตน ตนเป็นสาวกของพระศาสดา&lt;br /&gt;พระศาสดา ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ด้วยการประทานโอวาท ๓ ข้อว่า &lt;br /&gt;๑. กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงใจไว้ในภิกษุที่เป็นผู้เฒ่าและปานกลางอย่างดีที่สุด &lt;br /&gt;๒. เราจักฟังธรรมซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักตั้งใจฟังธรรมนั้นแล้วพิจารณาเนื้อความ &lt;br /&gt;๓. เราจักไม่ละสติ ที่เป็นไปในกาย คือพิจารณาเอาร่างกายเป็นอารมณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นประทานโอวาท แก่พระมหากัสสปะอย่างนี้แล้วเสด็จหลีกหนีไป ท่านพระกัสสปะได้ฟังพุทธโอวาทแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญเพียร ในวันที่ ๘ นับจากวันที่อุปสมบทมา ก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล ตามปกติท่านพระมหากัสสปะนั้นถือธุดงค์ ๓ ข้อ คือ ถือทรงผ้าบังสุกุล จีวรเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และถืออยู่ป่าเป็นวัตร ด้วยเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า "เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงธุดงค์" อานิสงส์แห่งการถือธุดงค์ของท่านมีปรากฏดังนี้ คือ สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ทรงรับสั่ง ให้ท่านเลิกการธุดงค์ ท่านไม่ยอมเลิก แล้วแสดงคุณแห่งการถือธุดงค์ ๒ ประการ คือ &lt;br /&gt;๑. เป็นการอยู่เป็นสุขในบัดนี้ &lt;br /&gt;๒. เพื่ออนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลัง จักได้ถือเป็นทิฏฐานุคติ คือ ปฏิบัติตาม&lt;br /&gt;พระบรมศาสดา ก็ประทานสาธุการว่า ดีละ ดีละ เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนส่วนมาก เธอจงทรงผ้าบังสุกุลจีวร เธอจงเที่ยว บิณฑบาต เธอจงอยู่ในป่าเถิด ทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ภิกษุทั้งหลายเรียกท่านว่า พระมหากัสสปะ นอกจากนี้ท่านยัง มีคุณความดีมีพระบรมศาสดาทรงยกย่องหลายสถาน เช่น &lt;br /&gt;๑. ทรงรับผ้าสังฆาฏิของท่านไปทรง (ห่ม) ประทานผ้าสังฆาฎิของพระองค์ให้แก่ท่าน ตรัสว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยพระองค์ และทรงสรรเสริญว่า เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ถือเป็นตัวอย่าง &lt;br /&gt;๒. กัสสปะเข้าไปในตระกูล ชักกายและใจห่าง ประพฤติตนเหมือนเป็นคนใหม่ ไม่คุ้นเคย ไม่คะนองกาย วาจา ใจในตระกูล เป็นนิตย์ จิตไม่ข้องอยู่ในตระกูลเหล่านั้น เพิกเฉยแล้วตั้งจิตเป็นกลางว่า ผู้ใคร่ลาภก็จงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญก็จงได้บุญ ตนได้ลาภแล้วมีใจฉันใด ผู้อื่นก็มีใจฉันนั้น &lt;br /&gt;๓. กัสสปะมีจิตประกอบไปด้วยเมตตากรุณา ในเวลาแสดงธรรมแก่ผู้อื่น &lt;br /&gt;๔. ทรงสั่งสอนภิกษุให้ประพฤติชอบ โดยยกเอาท่านพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง&lt;br /&gt;ท่านพระมหากัสสปะ นั้นดีแต่ในการปฏิบัติ หาพอใจในการสั่งสอนภิกษุสหธรรมิกไม่ ธรรมเทศนาอันเป็นอนุสาสนีของท่านจึงไม่มี คงมีแต่ธรรมภาษิตเนื่องมาจากธัมมสากัจฉา (การสนทนากันในเรื่องธรรมะ) กับเพื่อนสาวกบ้าง กล่าวทบทวนพระพุทธดำรัสบ้าง ในขณะพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ดูท่านจะไม่เด่นนัก เป็นเพียงพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่งเท่านั้น มาปรากฏเป็นพระสาวกสำคัญเมื่อพระบรมศาสดาทรงปรินิพพานแล้ว คือ ในเวลานั้นท่านเป็นพระสังฆเถระ พอถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้ ๗ วัน ท่านประชุมสงฆ์เล่าถึงการที่ภิกษุชื่อว่า สุภัททะ ผู้บวชเมื่อแก่ กล่าวคำมิดีมิชอบต่อพระธรรมวินัยในคราวเมื่อเดินทางจากปาวานคร ปรึกษาหารือในทางที่จะทำสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้เป็นแบบฉบับ พระสงฆ์ก็ยินยอมเห็นพร้อมด้วย ท่านจึงเลือกภิกษุผู้ทำสังคายนาได้ ๕๐๐ องค์&lt;br /&gt;การทำสังคายนาในครั้งนั้น ทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา แห่งเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ พระมหากัสสปะเป็นประธาน ได้พระอุบาลี และพระอานนท์เป็นกำลังสำคัญในการวิสัชนาพระวินัย พระธรรม (พระสูตร และพระอภิธรรม) ตามลำดับ ได้พระเจ้าอชาตศัตร ูเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ เรียกว่า ปฐมสังคายนา เมื่อท่านทำสังคายนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้อยู่ที่พระเวฬุวนาราม ในกรุงราชคฤห์ ไม่ประมาท ปฏิบัติธรรมเป็นนิตย์ ดำรงชนมายุสังขาร ประมาณได้ ๑๒๐ ปี ท่านก็ปรินิพพาน ณ ระหว่างกลาง กุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง ๓ ลูก ในกรุงราชคฤห์.&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหากัสสปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะหากัสสะปัตเถโรปิ  อุตตัตตะกะนะกันนิโภ&lt;br /&gt;ธุตะคุณัคคะนิกขิตโต  ตะติโย  สัตถุ  สาวะโก&lt;br /&gt;อะรัญญะวาสาภิระโต  ปังสุกูละธะโร มุนิ&lt;br /&gt;สุคะตัสสาสะนะธะโร  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คำแปล)พระเถระนามว่า  มหากัสสปะ  ผู้มีผิวพรรณอันงามดุจเนื้อทองคำอันบริสุทธิ์  ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เลิศในทางธุดงคคุณ  เป็นอัครสาวกรูปองค์ที่ ๓  ของพระบรมศาสดา&lt;br /&gt;เป็นผู้ยินดียิ่งในการอยู่ป่า  ผู้ทรงผ้าบังสุกุล  เป็นมุนี  ผู้ทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระสุคต  จงประทานความสวัสดีให้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5279331558678291557?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5279331558678291557/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5279331558678291557' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5279331558678291557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5279331558678291557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_354.html' title='พระมหากัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6770170866696242331</id><published>2007-09-18T16:44:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:40:57.445-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหาโกฏฐิตเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระมหาโกฏฐิตเถระ</title><content type='html'>พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นบุตรของอัสสลายนมหาพราหมณ์กับนางจันทวดีพราหมณี ในนครสาวัตถี ซึ่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้ศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์จนจบไตรเพท &lt;br /&gt;สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวประกาศพระศาสนาตามชนบทต่าง ๆ ได้ทรงทรมานอัสสลายนมหาพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของท่านให้ละทิฏฐิมานะ ยอมตนเป็นอุบาสกแล้ว โกฏฐิตมาณพผู้เป็นบุตรเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา วันหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา เกิดศรัทธาเลื่อมใสใคร่จะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยจึงได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา มีท่านพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์ ตามประวัติท่านกล่าวว่า เมื่อเวลาปลงผมท่านได้พิจารณาในวิปัสสนากรรมฐาน พอผลัดผ้าสาฎกสำหรับนุ่งห่มของคฤหัสถ์ออกก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิชชา ๘ และวิโมกข์ ๓ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหาโกฏฐิตะนั้น เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ไม่ว่าจะเข้าไปหาพระเถระผู้ใหญ่ก็ดี เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาก็ดี มักถามปัญหาในปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ เป็นประจำ ต่อมาพระบรมศาสดาทรงทำมหาเวทัลลสูตรให้เป็นต้นเหตุแล้วทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคฐานว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ทั้ง ๔.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหาโกฏฐิตเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;มะหาโกฏฐิโต  เถโรปิ     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระมหาโกฏฐิตเถระ  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6770170866696242331?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6770170866696242331/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6770170866696242331' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6770170866696242331'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6770170866696242331'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7138.html' title='พระมหาโกฏฐิตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6854135218427069158</id><published>2007-09-18T16:43:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:40:10.540-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหานามเถระ'/><title type='text'>พระมหานามเถระ</title><content type='html'>พระมหานามเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงกบิลพัสดุ์ พราหมณ์ผู้เป็นบิดาเล่าให้ฟังว่า พระมหาบุรุษมีลักษณะถูกต้องตาม ตำราลักษณพยากรณ์ศาสตร์ เพราะเคยเห็นพระองค์ในครั้งที่ได้รับเชิญเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะ จึงเกิดความเลื่อมใสจึงพร้อมด้วยพราหมณ์อีก ๔ คน มีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ออกเป็นฤาษีตามเสด็จคอยอุปัฏฐากพระองค์ ต่อมาเห็นพระองค์ ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกกรกิริยาด้วยคิดว่าพระองค์จะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษจึงเกิดความเบื่อหน่าย พากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ครั้นพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปตรัสเทศนาชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และ ปกิณณกเทศนาครบวาระที่สาม ในเวลาจบเทศนาจึงได้ดวงตาเห็นธรรม&lt;br /&gt;ท่านได้รับการบรรพชาอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อมาได้รับฟังพระธรรมเทศนาชื่อว่า อานัตตลักขณสูตร จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระองค์ทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา ในตอนปฐมโพธิกาล ท่านเป็นองค์หนึ่งที่อยู่ในจำนวนนั้นที่ช่วยเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ สั่งสอนกุลบุตรให้เกิดความเชื่อและความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหานามเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;มะหานาโม  มะหาปัญโญ มะหาธัมมะวิทู  สุโต&lt;br /&gt;มะหาขีณาสะโว  เถโร  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหานามเถระ  เป็นผู้มีปัญญามาก  ผู้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ  ผู้มีชื่อเสียง  เป็นพระขีณาสพผู้ยิ่งใหญ่  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6854135218427069158?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6854135218427069158/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6854135218427069158' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6854135218427069158'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6854135218427069158'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8782.html' title='พระมหานามเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-2269479380597011090</id><published>2007-09-18T16:41:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:39:22.245-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหาปรันตปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระมหาปรันตปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหาปรันตปเถระ มีชาติภูมิเป็นมาอย่างไร เข้าบวชในพระพุทธศาสนาในสำนักของใคร ณ ที่ไหน เมื่อบวชแล้วได้ทำอะไรบ้างยังไม่พบที่มาแห่งประวัติของท่านเลย ข้าพเจ้าได้อุตส่าห์พยายามค้นคว้าหาในปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่พบเรื่องของท่านแม้แต่สักตอนเดียว มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งมีชื่อคล้ายคลึงกันกับท่าน คือ พระเจ้าปรันตปะ ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าอุเทน ในพระนครโกสัมพี ซึ่งมาในอรรถกถาธรรมบทภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพระองค์ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา มีหลักฐานอยู่เมื่อเวลาพระองค์เสด็จทิวงคต จะเข้าใจว่าท่านพระมหาปรันตปะนั้นได้แก่พระเจ้าปรันตปะ ก็ดูกระไรอยู่ คงจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในเรื่องของท่านพระมหาปรันตปะนี้ ขอให้เข้าใจไว้เพียงว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคลนับเนื่องเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหาปรันตปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;มะหาปะรันโตปิ  เถโร     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระมหาปรันตเถระ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-2269479380597011090?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/2269479380597011090/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=2269479380597011090' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2269479380597011090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/2269479380597011090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9266.html' title='พระมหาปรันตปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-3223972599573768428</id><published>2007-09-18T16:39:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:37:13.735-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระมหาปันถกเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระมหาปันถกเถระ</title><content type='html'>พระมหาปันถก เป็นลูกชายของธิดาของธนเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ มีน้องชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งพี่น้องทั้งสองคนนี้เดิมชื่อว่า “ปันถก” เหมือนกัน แต่เพราะท่านเป็นคนพี่จึงได้นามว่า “มหาปันถก” ส่วนคนน้องได้นามว่า “จูฬปันถก” ทั้งสองพี่น้องถือว่าอยู่ในวรรณะจัณฑาล เพราะพ่อแม่ต่างวรรณะกันโดยพ่อเป็นวรรณะศูทร ส่วนแม่เป็นวรรณะแพศย์ ประวัติมีดังต่อไปนี้:-&lt;br /&gt;มารดาของท่านนั้น เป็นธิดาของธนเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญเติบโตย่างเข้าสู่วัยสาว เป็นผู้มีความงามเป็นเลิศ บิดามารดาจึงห่วงและหวงเป็นนักหนา ได้ป้องกันรักษาให้อยู่บนปราสาทชั้นสูงสุด มิให้คบหากับบุคคลภายนอก จึงเป็นเหตุให้นางมีความใกล้ชิดกับคนรับใช้ ซึ่งเป็นชายหนุ่มในเรือนของตนจนได้เสียเป็นสามีภรรยากัน &lt;br /&gt;ต่อมาทั้งสองกลัวว่าบิดามารดาและคนอื่นจะล่วงรู้การกระทำของตน จึงพากันหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอื่นที่ไม่มีคนรู้จัก อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนภรรยาตั้งครรภ์ เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ใกล้คลอด ได้ปรึกษากับสามีว่า “ถึงอย่างไร พ่อแม่ก็คงไม่ทำอันตรายลูกของตนได้ ดังนั้น ขอให้ท่านช่วยพาดิฉันกลับไปคลอดที่บ้านเดิมด้วยเถิด การคลอดในที่ห่างไกลพ่อแม่นั้นไม่ค่อยจะปลอดภัย”&lt;br /&gt;ฝ่ายสามีเกรงว่าบิดามารดาของภรรยาจะลงโทษจึงไม่กล้าพาไป และได้พยายามพูดบ่ายเบี่ยงผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อย ๆ จนภรรยาเห็นท่าไม่ได้การ เมื่อสามีออกไปทำงานข้างนอกจึงหนีออกจากบ้าน เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของตนเอง แต่ครรภ์ของนางได้รับการกระทบกระเทือนจึงคลอดบุตรในระหว่าทาง &lt;br /&gt;เมื่อสามีตามไปทันและได้พบว่าภรรยาคลอดบุตรระหว่างทางเรียบร้อยแล้ว     และแม่ลูกทั้งสองก็แข็งแรงปลอดภัยดี กิจที่จะไปคลอดลูกยังบ้านเกิดของตน นั้นก็เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงพากันกลับสู่บ้านของตน และได้ตั้งชื่อกุมารนั้นว่า “ปันถก” เพราะว่าเกิดในระหว่างหนทาง &lt;br /&gt;ครั้นต่อมา นางได้ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่สอง และเหตุการณ์ก็เป็นเหมือนครั้งแรก นางได้คลอดลูกระหว่างทางอีก และตั้งชื่อให้ว่า “ปันถก” เหมือนคนแรกแต่เพิ่มคำว่า มหา ให้คนพี่ เรียกว่า “มหาปันถก” และเพิ่มคำว่า จูฬ ให้คนน้องเรียกว่า “จูฬปันถก”  &lt;br /&gt;สองสามีภรรยานั้นได้ช่วยกันเลี้ยงดูลูกทั้งสอง อยู่ครองรักกันมานาน จนกระทั่งลูกเจริญเติบโตขึ้น ได้วิ่งเล่นกับเด็กเพื่อน ๆ กัน ได้ฟังเด็กคนอื่น ๆ เรียกญาติผู้ใหญ่ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ส่วนของตนไม่มีคนเหล่านั้นให้เรียกเลย จึงซักไซ้ถามจากบิดามารดาอยู่บ่อย ๆ จนทราบว่าญาติผู้ใหญ่ของตนนั้นอยู่ที่เมืองราชคฤห์ จึงรบเร้าให้บิดามารดาไปพบท่านเหล่านั้น &lt;br /&gt;จนในที่สุดบิดามารดาอดทนต่อการรบเร้าไม่ไหว จึงตัดสินใจพาลูกทั้งสองไปพบ ตา ยาย ที่เมืองราชคฤห์ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองราชคฤห์แล้ว ได้พักอยู่ที่ศาลาหน้าประตูเมืองไม่กล้าที่จะเข้าไปหาบิดามารดาในทันที เมื่อพบคนรู้จักจึงสั่งความให้ไปบอกแก่เศรษฐีว่า ขณะนี้ลูกสาวของท่านพาหลานชายสองคนมาเยี่ยม &lt;br /&gt;ฝ่ายเศรษฐียังมีความแค้นเคืองอยู่ จึงบอกแก่คนที่มาส่งข่าวว่า “สองผัวเมียนั้น อย่ามาให้เห็นหน้าเลย ถ้าอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ก็จงเอาไปเลี้ยงชีพเถิด แต่ขอให้ส่งหลานชายทั้งสองคนมาให้ก็แล้วกัน”&lt;br /&gt;สองสามีภรรยานั้น รับทรัพย์สินเงินทองไปเลี้ยงชีวิตแล้วส่งลูกชายทั้งสองคนให้มาอยู่กับเศรษฐีผู้เป็นตา  ฝ่ายเศรษฐีก็เลี้ยงดูหลาน ๆ ด้วยความรักใคร่ พาไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาที่วัดเวฬุวันเป็นประจำ &lt;br /&gt;แต่ถึงอย่างไร หลานทั้งสองก็สร้างความลำบากใจแก่เศรษฐีผู้เป็นตาอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีคนถามว่า “หลานชายทั้งสองคนนี้เป็นบุตรของลูกสาวคนไหนของท่าน” ก็รู้สึกละอายที่จะตอบ “เป็นบุตรของลูกสาวคนที่หนีตามชายหนุ่มไป”&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อต่อมา มหาปันถก หลานคนโตเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กล่าวขออนุญาตเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร คุณตาผู้เศรษฐีจึงรีบอนุญาตด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พาไปบวชเป็นสามเณร &lt;br /&gt;ท่านเป็นสามเณรจนอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านพยายามบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลสทั้งปวง &lt;br /&gt;พระมหาปันถก เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้ช่วยกิจการพระศาสนาเป็นกำลังช่วยงานพระบรมศาสดา ตามกำลังความสามารถ พระบรมศาสดา ได้ทรงมอบหมายให้ท่านรับหน้าที่ “ภัตตุทเทศก์” ผู้แจกจ่ายภัตตาหารและกิจนิมนต์ ตามบ้านทายกทายิกา และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ได้รับลาภสักการะโดยทั่วถึงกัน &lt;br /&gt;ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยยุติธรรม จนเป็นที่พอใจของบรรดาเพื่อนสหธรรมิก และทายกทายิกาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ท่านได้รับความสุขจากการหลุดพ้นสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงแล้ว ท่านได้ระลึกถึงน้องชายของท่าน ต้องการที่จะให้น้องชายได้รับความสุขเช่นเดียวกับตนบ้าง จึงไปขออนุญาตจากคุณตาแล้วพาจูฬปันถก ผู้เป็นน้องชายมาบวชเป็นศาสนทายาทอีกคนหนึ่ง &lt;br /&gt;พระมหาปันถก เป็นผู้มีความชำนาญในการเจริญวิปัสสนา จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้เจริญวิปัสสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระมหาปันถกเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;สัญญาวิวัฏฏะกุสะโล  ปะธาโน  ภาวะนาระโต&lt;br /&gt;พุทธะสิสโส  มะหาปันโถ  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระมหาปันถกเถระ  ผู้ชำนาญในสัญญาวิวัฏ(หมายถิงวิปัสสนา)  เป็นผู้มีความเพียร  มีความยินดีในภาวนา  เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-3223972599573768428?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/3223972599573768428/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=3223972599573768428' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3223972599573768428'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/3223972599573768428'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8162.html' title='พระมหาปันถกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5514835167071123121</id><published>2007-09-18T16:37:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:43:43.369-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระเมฆิยเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระเมฆิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระเมฆิยะ มีชาติภูมิเป็นมาอย่างไร เป็นบุตรใคร เกิดในตระกูลไหน เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่อไร อยู่ในสำนักของใคร ที่ไหน ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน เรื่องราวของท่านที่ปรากฏในปกรณ์นั้น ๆ ก็กล่าวถึงเรื่องที่ท่านได้อุปสมบทมาแล้วเท่านั้น ตามประวัตินั้น ปรากฏว่าท่านได้เคยเป็นผู้อุปัฏฐากพระบรมศาสดาด้วยองค์หนึ่ง ซึ่งมีปรากฏในเรื่องอุทาน มีข้อความว่า ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพตในกรุงจาลิกามีท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐาก วันหนึ่งท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลลาพระองค์เข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้รับพระบรมพุทธานุญาตแล้ว เวลารุ่งเช้าได้เข้าไปบิณฑบาตในบ้านนั้น เมื่อเวลากลับจากบิณฑบาตเดินมาตามริมฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬาได้เห็นสวนมะม่วงมีอากาศร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ใคร่จะกลับมาทำความเพียรที่สวนนั้น ครั้นกลับมาแล้วจึงเข้าไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสห้ามว่า ดูกรเมฆิยะ เธอจงรอก่อน ดังนี้ ถึง ๓ ครั้ง ท่านพระเมฆิยะไม่เชื่อฟัง กราบทูลลาแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระองค์แล้วหลีกไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สวนมะม่วงนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการบำเพ็ญเพียรของท่าน ก็หาได้สำเร็จมรรคผลตามความประสงค์ไม่ เพราะท่านถูกวิตก ๓ เข้าครอบงำ จึงกลับมาเฝ้ากราบทูลเนื้อความนั้นให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสสอนวิธีระงับวิตก ๓ ประการนั้น โดยอเนกปริยาย ชั้นต้น ตรัสสอนให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ คือ &lt;br /&gt;๑. เป็นผู้มีกัลยาณมิตร &lt;br /&gt;๒. เป็นผู้มีศีลสำรวมในพระปาติโมกข์ &lt;br /&gt;๓. เป็นผู้พูดวาจาเป็นสุภาษิต (วาจาที่ขัดเกลา คือ พูด แล้วไม่นำมาซึ่งโทษมีแต่จะนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว) &lt;br /&gt;๔. เป็นผู้มีความเพียรความบากบั่น &lt;br /&gt;๕. เป็นผู้มีปัญญา &lt;br /&gt;และพระองค์ตรัสให้บำเพ็ญธรรมอีก ๔ ประการ คือ &lt;br /&gt;อสุภะ เพื่อจะได้ละซึ่งราคะ ๑ &lt;br /&gt;เมตตา เพื่อจะได้ละพยาบาท ๑ &lt;br /&gt;อานาปานสติ เพื่อจะได้ตัดเสียซึ่งวิตก ๑ &lt;br /&gt;อนิจจสัญญา เพื่อจะได้ถอนอัสมิมานะเสียได้เด็ดขาด ๑ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระเมฆิยะตั้งอยู่ในโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพียรพยายามบำเพ็ญสมณธรรม ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นพระอรหันต์ซึ่งนับเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ในจำนวน ๘๐ องค์.&lt;br /&gt;คำบูชาพระเมฆิยเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;เมฆิโย  พุทธุปัฏฐาโก  ชินะภัตติปะรายะโน&lt;br /&gt;มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระเมฆิยเถระ  ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า  ผู้มีความภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง  ตัดมิจฉาวิตกได้แล้ว  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5514835167071123121?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5514835167071123121/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5514835167071123121' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5514835167071123121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5514835167071123121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5503.html' title='พระเมฆิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-9110879053580207266</id><published>2007-09-18T16:36:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:34:20.453-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระเมตตคูเถระ'/><title type='text'>พระเมตตคูเถระ</title><content type='html'>ท่านพระเมตตคู เป็นบุตรของพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปมอบตัวเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยา ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีออกบวชเป็นชฏิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนเมืองอัสสกะ และเมืองอาฬกะต่อกัน เมตตคูมาณพออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และนับเข้าในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดาที่ปาสาณเจดีย์แคว้นมคธ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๔ ว่า &lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถาม ทราบมาว่า พระองค์ถึงที่สุดจบไตรเพท มีจิตอันอบรมดีแล้ว ทุกข์ในโลกหลายประการล้วนมีเหตุมาจากอะไร ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า เธอถามเราถึงเหตุเกิดแห่งทุกข์ เราตถาคตจะบอกให้แก่เธอตามที่รู้เห็น ทุกในโลกนี้มีอุปธิ คือ กรรม และกิเลสเป็นเหตุ ทุกข์ทั้งมวลล้วนเกิดมาจากอุปธิ ผู้ใดเป็นคนเขลาไม่รู้แล้วกระทำอุปธินั้นให้เกิดขึ้น ผู้นั้นย่อมประสบทุกข์ บ่อย ๆ เหตุนั้นเมื่อรู้จักเหตุว่า อุปธิเป็นตัวให้เกิดเหตุแล้ว อย่ากระทำให้อุปธินั้นเกิดขึ้น &lt;br /&gt;เช้าวันรุ่งขึ้น เมตตคูมาณพ : ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถามปัญหาข้อต่อไปว่า ทำอย่างไร ผู้มีปัญญาจึงจะข้ามพ้นห้วงทะเลใหญ่ คือ ชาติ ชรา และโสกปริเทวะได้ ขอพระองค์ทรงแก้ปัญหาข้อนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทราบธรรมนั้นแล้ว ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เราตถาคตจักแสดงธรรมที่จะพึงเห็นแจ้งด้วยตนเอง อัตภาพ คือ ร่างกายนี้ ไม่ต้องไปพิศวงตามคำของคนอื่นที่พูดอย่างนั้น อย่างนี้ เมื่อได้ทราบแล้วจะเป็นผู้มีสติ ดำเนินข้ามความอยากอันทำให้ติดอยู่ในโลกได้ &lt;br /&gt;เมตตคูมาณพ : ข้าพระองค์ยินดีธรรมที่สูงสุดนั้นเป็นอย่างยิ่ง ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เธอรู้อย่างใดอย่างหนึ่งในส่วนเบื้องบน (คือ อนาคต) ในส่วนเบื้องต่ำ (คือ อดีต) ในส่วนท่ามกลาง (คือ ปัจจุบัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลินความยึดมั่นในส่วนเหล่านั้นเสีย วิญญาณของเธอจะไม่ตั้งอยู่ในภพ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่ประมาทเมื่อได้ทราบแล้ว ละความถือมั่นว่า "เป็นของเรา" เสียได้ เธอจะละทุกข์ คือ ชาติ ชรา และโสกปริเทวะในโลกนี้ได้ &lt;br /&gt;เมตตคูมาณพ : ข้าพระพุทธเจ้า ชอบพระวาจาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ธรรมอันไม่มีอุปธิพระองค์แสดงชอบแล้ว พระองค์คงจะละทุกข์ได้แน่แล้ว แม้ท่านผู้รู้ที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่เป็นประจำ คงจะละทุกข์นั้นได้ด้วยเป็นแน่ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้มาถวายบังคมพระองค์ ด้วยความตั้งใจจะให้ทรงสั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าเป็นประจำเหมือนอย่างนั้นบ้าง ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดา : เธอรู้ว่าผู้ใดเป็นพราหมณ์ ถึงที่สุดจบไตรเพท ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ ผู้นั้นแลข้ามพ้นเหตุแห่งทุกข์ดุจห้วงทะเลใหญ่นี้ได้แน่แล้ว ครั้นข้ามถึงฝั่งแล้ว ถึงที่สุดจบไตรเพทในศาสนานี้ ละธรรมที่เป็นเหตุติดข้องอยู่ในภพน้อยภพใหญ่เสียได้แล้ว เป็นคนมีความอยากสิ้นแล้ว ไม่มีกิเลสอันจะมากระทบจิต หาความทะเยอทะยานอยากมิได้ เราตถาคต กล่าวว่า ผู้นั้นแล ข้ามพ้นชาติชราได้แล้ว &lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา เมตตคูมาณพก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้วเมตตคูมาณพพร้อมด้วยเพื่อนมาณพอีก ๑๕ คนทูลขออุปสมบทกับพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้มาณเหล่านั้นเป็นภิกษุในพระธรรมวินัยด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระเมตตคูเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;เมตตะคู  มหาเถโรปิ     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระเมตตคูมหาเถระ  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจอจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-9110879053580207266?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/9110879053580207266/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=9110879053580207266' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/9110879053580207266'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/9110879053580207266'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7618.html' title='พระเมตตคูเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6276863973190685869</id><published>2007-09-18T16:34:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:33:27.153-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระโมคคัลลานเถระ'/><title type='text'>พระโมคคัลลานเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโมคคัลลานเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นนายบ้าน ชื่อว่า โกลิตะ มารดาชื่อว่านางโมคคัลลี เดิมท่านชื่อว่า โกลิตะ ตามโคตรแห่งบิดา อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกตามความที่เป็นบุตรนางโมคคัลลีว่า โมคคัลลานะ ท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พวกสพรหมจารีกเรียกท่านว่า โมคคัลลานะทั้งนั้น ท่านเกิดในตำบลบ้านไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์ ได้เป็นสหายที่รักใคร่กันกับอุปติสสมาณพ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เพราะตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายติดต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และเป็นตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และบริวารเสมอกัน ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้วได้เล่าเรียนศิลปะด้วยกัน แม้จะไปไหนหรือทำอะไรก็ไปและทำด้วยกัน จนกระทั่งเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็บวชพร้อมกัน ต่างกันแต่ว่า ได้ดวงตาเห็นธรรมครั้งแรกคนละคราว พึงทราบเรื่องราวตามที่กล่าวแล้วในประวัติของพระสารีบุตรเถระนั้น ในที่นี้จะกล่าวตั้งแต่อุปสมบทแล้วไป&lt;br /&gt;จำเดิมแต่ท่านได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยได้ ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วงอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จไปที่นั้น ทรงสั่งสอนและแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วง มีประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;๑.     โมคคัลลานะ เมื่อท่านมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มาก&lt;br /&gt;๒.    ท่านควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้ว ด้วยใจของท่านเอง&lt;br /&gt;๓.    ท่านควรสาธยายธรรมตามที่ตัวได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้วโดยพิสดาร&lt;br /&gt;๔.    ท่านควรยอนหูทั้งสองข้าง และลูบด้วยฝ่ามือ&lt;br /&gt;๕.    ท่านควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตรฤกษ์&lt;br /&gt;๖.     ท่านควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด&lt;br /&gt;๗.    ท่านควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายว่า จักเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอกฯ&lt;br /&gt;๘.    ท่านควรสำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจ พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นตรัสสอนอุบายสำหรับระงับความง่วงอย่างนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้สำเหนียกในใจอีกต่อไปว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล เราจักไม่พูดคำซึ่งเป็นเหตุให้เถียงกัน เข้าใจผิดต่อกัน และตรัสสอนให้ยินดีด้วยที่นอนที่นั่งอันเงียบสงัด และควรเป็นที่อยู่ตามสำพังสมณวิสัย เมื่อตรัสสอนอย่างนี้แล้ว พระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า โดยย่อข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วนเกษมจากโยคธรรม เป็นพรหมจารีบุคคลยิ่งกว่าผู้อื่นที่มีสุดดีกว่าผู้อื่น ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับแล้วว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น เธอทราบชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันวิเศษ ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้ เธอได้ประสบเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นด้วยปัญญา เป็นเครื่องหน่าย เป็นเครื่องดับ เป็นเครื่องสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งอะไร ๆ ในโลก ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้ด้วยตนเอง และทราบชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จำจะต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำอย่างนี้อีกมิได้มีว่าโดยย่อ ข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้ว ในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ท่านพระโมคคัลลานะ ปฏิบัติตามโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น&lt;br /&gt;ครั้นพระโมคคัลลานะ ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดา ในอันยังกิจที่พระบรมศาสดาทรงดำริไว้ให้สำเร็จ เพราะท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ และทรงยกย่องว่าเป็นคู่กันกับพระสารีบุตร ในอันอุปการะภิกษุผู้เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้วในประวัติท่านพระสารีบุตรว่า สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ยังบุตรให้เกิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย พระธรรมเทศนาของพระโมคคัลลานะไม่ค่อยจะมี ที่เป็นโอวาทให้แก่ภิกษุสงฆ์ก็มีเพียงแต่ อนุมานสูตร ซึ่งว่าด้วยธรรมอันทำให้คนเป็นผู้ว่ายากหรือว่าง่าย    และท่านพระโมคคัลลานะนั้นเข้าใจในการนวกรรม(การก่อสร้าง)ด้วย  ดังจะเห็นได้จาก เมื่อนางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถี พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมาธิฏฐายี คือ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง&lt;br /&gt;ท่านพระโมคคัลลานะ ปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านพำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา แคว้นมคธ พวกเดียรถีย์ปรึกษากันว่า บรรดาลาภสักการะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระบรมศาสดาในครั้งนั้น ด้วยอาศัยพระโมคคัลลานะ เพราะท่านสามารถไปนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใส ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิของพวกเราก็จะรุ่งเรืองขึ้น เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้ว จึงจ้างโจรผู้ร้ายให้ลอบฆ่าพระโมคคัลลานะ ตามตำนานท่านกล่าวว่า เมื่อโจรมา ท่านพระโมคคัลลานะทราบเหตุนั้นจึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่า กรรมตามทันจึงไม่หนี พวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนร่างกายท่านแหลก ก็สำคัญว่าตายแล้ว จึงนำร่างกายของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่มรณะ เยียวยาอัตภาพให้หายด้วยกำลังญาณ แล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ทูลลากลับมาปรินิพพาน ณ ที่เดิมในวันดับเดือน ๑๒ ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง (๑๕ วัน) พระศาสดาได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้วรับสั่งให้นำอัฐิธาตุมาก่อนพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนาราม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;เวทนาปริคคหสูตร พระธรรมเทศนาที่พระศาสดาตรัสเทศนาแก่ทีฆนขปริพาชกได้ธรรมจักษุ และพระสารีบุตรได้สำเร็จพระอรหันต์นั้น ทีฆนขปริพาชกได้ทูลแสดงทิฐิของตนว่า “พระโคตมะ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด” พระศาสดาตรัสตอบว่า “อัคคิเวสนะ ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้นก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านก็ต้องไม่ชอบความเห็นอย่างนั้น” ตรัสตอบฉะนี้แล้วทรงแสดงสมณพราหมณ์มีทิฐิ ๔ จำพวกว่า “อัคคิเวสนะ สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฐิว่าสิ่งทั้งปวงควรแก่เราเราชอบใจหมด พวกหนึ่งมีทิฐิว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจหมด พวกหนึ่งมีทิฐิว่า บางสิ่งควรแก่เรา เราชอบใจ บางอย่างไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจ ทิฐิของสมณพราหมณ์พวกต้น ใกล้ข้างความกำหนัดรักใคร่ยินดีในสิ่งนั้น ๆ ทิฐิของสมณพราหมณ์พวกที่ ๒ ใกล้ข้างความเกลียดชังนั้น ๆ ทิฐิพวกสมณพราหมณ์พวกที่ ๓ ใกล้ข้างความกำหนัดรักใคร่ในของบ้างสิ่ง ใกล้ข้างความเกลียดชังในของบางสิ่ง ผู้รู้พิจารณาเห็นว่า เราจักถือมั่น ทิฐิอย่างหนึ่งอย่างใด กล่าวว่าสิ่งนี้แลจริง สิ่งเหล่าอื่นหาจริงไม่ ก็จะต้องถือผิดจากคน ๒ พวกที่มีทิฐิไม่เหมือนกับตน ครั้นความถือผิดกันเกิดมีขึ้น ความวิวาทเถียงกันก็มีขึ้น ความเบียดเบียนก็มีขึ้น ผู้รู้เห็นอย่างนี้แล้วย่อมละทิฐินั้นเสียได้ ไม่ทำทิฐิอื่นให้เกิดขึ้นด้วย ความละทิฐิ ๓ อย่างนี้ ย่อมมี ด้วยอุบายอย่างนั้น” ครั้นแสดงโทษแห่งความถือมั่นด้วยทิฐิ ๓ อย่างนั้นแล้ว ทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ยึดมั่นต่อไปว่า “อัคคิเวสนะ กาย คือ รูปประชุมมหาภูตรูปทั้ง ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมสดนี้ ต้องอบรมกันกลิ่นเหม็นและขัดสีมลทินเป็นนิตย์ มีความแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา ควรพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อดทนได้ยาก เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร โดยความยากลำบาก ชำรุด ทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่าไม่ใช่ตน เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ ย่อมละความพอใจรักใคร่กระวนกระวายในกามเสียได้ อนึ่ง เวทนาเป็น ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ อุเบกขา คือไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข ในสมัยใดเสวยทุกข์ ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขและอุเบกขา ในสมัยใดเสวยสุข ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกข์และอุเบกขา ในสมัยใดเสวยอุเบกขา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขและทุกข์ สุข ทุกข์ อุเบกขา ทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่เที่ยง ปัจจัยประชุมแต่งขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งใน สุข ทุกข์ อุเบกขา เมื่อหน่ายก็ปราศจากกำหนัด เพราะปราศจากกำหนัด จิตก็พ้นจากถือมั่น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีภิกษุผู้พ้นแล้วอย่างนี้ ไม่วิวาทโต้เถียงกับผู้ใดด้วยทิฐิของตน โวหารใดเขาพูดกันอยู่ในโลก ก็พูดตามโวหารนั้น แต่ไม่ถือมั่นด้วยทิฐิ”&lt;br /&gt;คำบูชาพระโมคคัลลานเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;โมคคัลลาโน  มะหาเถโร  ทุติโย  อัคคคะสาวะโก&lt;br /&gt;อิทธิมันตานัง  โส  อัคโค  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ &lt;br /&gt;(คำแปล)  พระมหาเถระมีนามว่า  โมคคัลลานะ  ผู้เป็นพระอัครสาวกองค์ที่ ๒  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีฤทธิ์  จงประทานความสวัสดี  แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6276863973190685869?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6276863973190685869/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6276863973190685869' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6276863973190685869'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6276863973190685869'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_328.html' title='พระโมคคัลลานเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-670438180356764239</id><published>2007-09-18T16:33:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:32:33.533-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระโมฆราชเถระ'/><title type='text'>พระโมฆราชเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโมฆราช เป็นบุตรพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยาตามประเพณีพราหมณ์ ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากหน้าที่ปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิลประพฤติตามลัทธิของพราหมณ์ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรหมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะติดต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์โมฆราชมาณพพร้อมกับมาณพสิบห้าคนออกบวชติดตามไปอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ 16 คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดาที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ &lt;br /&gt;โมฆราชมาณพ ปรารภจะทูลถามปัญหาเป็นคนที่สอง เพราะถือว่าตนเองเป็นคนมีปัญญาดีกว่ามาณพทั้งสิบหกคน คิดจะทูลถามปัญหาก่อน แต่เห็นว่าอชิตมาณพเป็นผู้ใหญ่กว่า และเป็นหัวหน้า จึงยอมให้ทูลถามปัญหาก่อน พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามว่า โมฆราช ท่านรอให้มาณพอื่นได้ทูลถามปัญหาก่อนเถิด โมฆราชก็หยุดอยู่ แต่หลังจากที่มาณพคนอื่น ๆ ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่เก้าอีก พระบรมศาสดาก็ทรงห้ามไว้ โมฆราชก็ยับยั้งนิ่งอยู่ รอให้มาณพอื่นทูลถามถึงสิบสี่คนแล้ว จึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบห้าว่า &lt;br /&gt;ข้าพระองค์ได้ทูลถามปัญหาถึงสองครั้งแล้ว พระองค์ไม่ทรงแก้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ยินว่า ถ้าทูลถามถึงสามครั้งแล้วพระองค์จะทรงแก้ จึงได้ทูลถามปัญหา เป็นคนที่สิบห้าว่า โลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พรหมโลกกับเทวโลกก็ดีย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ เหตุฉะนี้ จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ผู้ทรงพระปรีชาเห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้ ข้าพระองค์พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราช (ความตาย) จึงจะไม่แลเห็น คือ จะตามไม่ทัน ? &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า ท่านจงเป็นคนมีสติ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่า ตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะพ้นจากมัจจุราชได้ด้วยอุบายอย่างนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล มัจจุราชจะไม่แลเห็น &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงแก้ปัญหาจบลงแล้ว โมฆราชมาณพได้บรรลุพระอรหัตตผล ครั้นพระองค์ทรงพยากรณ์ปัญหาที่ ปิงคิยมาณพทูลถามจบลงแล้ว โมฆราชมาณพพร้อมมาณพอีกสิบห้าคน ทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา &lt;br /&gt;ท่านพระโมฆราช เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ท่านยินดีในการครองจีวรเศร้าหมอง ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง.&lt;br /&gt;คำบูชาพระโมฆราชเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ลูขะจีวะระธะรานัง    ภิกขูนัง  อุตตะโม อะหุ&lt;br /&gt;โมฆะราชะมะหาเถโร  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)พระโมฆราชมหาเถระ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-670438180356764239?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/670438180356764239/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=670438180356764239' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/670438180356764239'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/670438180356764239'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9307.html' title='พระโมฆราชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-7548539221378149985</id><published>2007-09-18T16:31:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:31:32.488-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติพระยสเถระ'/><title type='text'>ประวัติพระยสเถระ</title><content type='html'>พระยสเถระ ท่านเป็นบุตรของเศรษฐี ในกรุงพาราณสี ซึ่งมีเรือน ๓ หลังเป็นที่อยู่ในสามฤดู ครั้งหนึ่งในช่วงของฤดูฝน ยสกุลบุตรอาศัย อยู่ในเรือนซึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน มีสตรีล้วนประโคมดนตรีบำรุงบำเรอ ในคืนหนึ่ง ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนหมู่ชนที่เป็นบริวาร เมื่อตื่นขึ้นมาตอนใกล้รุ่ง จึงเห็นหมู่ชนที่เป็นบริวารของตนนอนหลับมีอาการพิกลต่าง ๆ ไม่เป็นที่พอใจปรากฏแก่ยสกุลบุตร ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า ยสกุลบุตรเกิดความสลดใจ เบื่อหน่าย จึงอุทานออกมาว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" สวมรองเท้าเดินออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน &lt;br /&gt;ในเวลาจวนใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรเปล่งอุทานเดินใกล้เข้ามา จึงตรัสเรียกว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน" ยสกุลบุตรได้ยินเสียงตรัสเรียกอย่างนั้นแล้วจึงถอดรองเท้าเดินเข้าไปถวายบังคม นั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า "อนุปุพพิกถา" เพื่อฟอกจิตใจยสกุลบุตรให้ห่างไกลจากความยินดีในกาม ต่อมาพระองค์ทรงแสดง "อริยสัจ ๔" ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมพิเศษ ณ สถานที่นั้นนั่นเอง ในภายหลังได้พิจารณาภูมิธรรมที่ตนเห็นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ &lt;br /&gt;ส่วนมารดาของยสกุลบุตร (มารดาของยสกุลบุตร คือนางสุชาดา ผู้เคยถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) พอรุ่งเช้าก็ขึ้นไปบนเรือนไม่เห็นลูก จึงบอกแก่เศรษฐีผู้เป็นสามีให้ทราบ เศรษฐีใช้ให้คนไปตามหาในทิศทั้งสี่ ส่วนตนเองก็เที่ยวตามหาอีกทางหนึ่งด้วย แต่บังเอิญเดินทางมุ่งสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้เห็นรองเท้าของลูกชายวางอยู่ ณ ที่นั้นจึงตามไปเมื่อเศรษฐีเดินไปถึงแล้วพระบรมศาสดาจึงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อว่า อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา เศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสก ว่า "ข้าพระพุทธเจ้าขอ ถึงพระองค์ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึก ขอพระองค์จงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" เศรษฐีนับได้ว่าเป็นอุบาสกที่อ้างเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็น สรณะก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก &lt;br /&gt;เศรษฐี ผู้เป็นบิดายังไม่ทราบว่า ยสกุลบุตรเป็นผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว จึงขอร้องให้กลับไปเพื่อให้มารดาคลายจากความโศกเศร้าเสียใจ ภายหลังเมื่อทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่สามารถจะหวนกลับไปครอบครองเรือนบริโภคกามคุณเหมือนแต่ก่อน จึง ทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับยสะเป็นปัจฉาสมณะตามเสด็จรับบิณฑบาตในเวลาเช้า พระองค์ทรงรับด้วยอาการดุษณีภาพ (ดุษณีภาพ คือการรับนิมนต์ของพระบรมศาสดา ได้แก่ ทรงนิ่ง) เศรษฐีทราบว่าพระองค์ทรงรับนิมนต์ จึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วก็หลีกไป เมื่อเศรษฐีกลับไปแล้ว ยสกุลบุตรจึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทกับพระบรมศาสดา พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เถิด" ในที่นี่ไม่ได้ตรัสว่า "เพื่อจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ" เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว &lt;br /&gt;เช้าวันรุ่งขึ้น พระบรมศาสดามีพระยสเป็นปัจฉาสมณะตามเสด็จไปรับบิณฑบาตในเรือนของเศรษฐี พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ชื่อว่า อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ แก่สตรีทั้งสอง คือ มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะ ปรากฏว่าสตรีทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม แสดงตนเป็นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึก และนับได้ว่าสตรีทั้งสองเป็นอุบาสิกาที่เกิดขึ้นในโลกก่อนกว่า หญิงอื่นใด เมื่อเสร็จภุตกิจ ตรัสเทศนาสั่งสอนชนทั้งสามแล้วพรองค์จึงเสด็จกลับไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน &lt;br /&gt;การอุปสมบท ของพระยสะในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์สุขให้หมู่ชนเป็นอันมาก เพราะว่าท่านยังสามารถ ชักจูงผู้อื่นเข้ามาอุปสมบทด้วย เช่น สหายของท่านอีก ๕๔ คน ท่านได้เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยประกาศพระศาสนาในตอน ปฐมโพธิกาลอีกองค์หนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระยสเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะนุปุพพิกะถัง  สุตวา    ยะโส  เอกัคคะมานะโส&lt;br /&gt;อัคคะธัมมะมะนุปปัตโต  โสตถยาโรคยัง  ทะทาตุ  โนฯ  &lt;br /&gt;(คำแปล)  พระยสเถระ  ฟังอนุปุพพิกถาแล้ว  มีจิตตั้งมั่น  บรรลุพระอรหัตตผล  อันเป็นธรรมอันเลิศ   จงประทานความสวัสดีและความไม่มีโรคแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-7548539221378149985?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/7548539221378149985/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=7548539221378149985' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7548539221378149985'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/7548539221378149985'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6972.html' title='ประวัติพระยสเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6978047434620842574</id><published>2007-09-18T16:29:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:30:37.575-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระยโสชเถระ'/><title type='text'>พระยโสชเถระ</title><content type='html'>ท่านพระยโสชะ เกิดในตระกูลชาวประมงในพระนครสาวัตถี บิดาของท่านเป็นหัวหน้าชาวประมง ๕๐๐ ตระกูล เดิมชื่อว่า "ยโสชะ" วันที่ท่านคลอดจากครรภ์มารดานั้น ภรรยาชาวประมงทั้ง ๕๐๐ คน ก็คลอดลูกออกมาพร้อมกันเป็นชายทั้งหมด ใช่แต่เท่านั้น วันที่ปฏิสนธิลงสู่ครรภ์มารดา ก็ปฏิสนธิพร้อมกันด้วย เหตุนั้นเมื่อบิดาของยโสชะทราบข่าวนั้น จึงใช้เครื่องบำรุงเลี้ยงมีค่าน้ำนมเป็นต้นแก่เด็กเหล่านั้นด้วยคิดว่าต่อไปจะได้เป็นเพื่อนกับลูกชายของตนเด็กเหล่านั้นทั้งหมดจึงเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นมาด้วยกัน เจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ ยโสชะได้เป็นผู้เหนือกว่าเด็กเหล่านั้นโดยยศและโดยเดช เมื่อเจริญวัยแล้วได้เป็นสหายจับปลาด้วยกัน และมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่งคนเหล่านั้นพากันถือแหไปจับปลา พากันทอดแหในแม่น้ำอจิรวดี ได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่งเป็นปลาทองแต่มีกลิ่นปากเหม็น เมื่อชาวประมงทั้งหมดได้เห็นเช่นนั้นก็พากันส่งเสียงร้องด้วยความดีใจหารือกันว่าบุตรของพวกเราจับได้ปลาทองตัวใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินคงจะโปรดปรานพระราชทานรางวัลให้ ชาวประมงเหล่านั้นทั้งหมดจึงจับปลาใส่ในเรือนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินเพื่อให้ทอดพระเนตร พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้วทรงดำริว่า พระพุทธเจ้าคงจะทรงทราบเหตุที่ปลานี้เป็นทอง จึงรับสั่งให้คนหามปลานั้นเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พอถึงที่เฝ้าแล้วปลานั้นก็อ้าปาก ส่งกลิ่นเหม็นตลบทั่วพระนคร พระบรมศาสดาจึงทรงรับสั่งว่า ปลานี้เมื่อก่อนเคยเป็นภิกษุชื่อว่า กบิล เป็นพหูสูตมีบริวารมาก แต่ประพฤติย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นรับสั่งดังนั้นแล้วจึงตรัสกปิลสูตร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาจบเทศนา ลูกชาวประมง ๕๐๐ คน ซึ่งมียโสชะเป็นหัวหน้าเกิดความเลื่อมใส จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทกับพระบรมศาสดา ครั้นอุปสมบทแล้วก็หลีกไปอยู่ที่เงียบสงัดเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่พระเขตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป มีท่านพระยโสชะเป็นหัวหน้าพากันมาเฝ้าพระองค์ ครั้นถึงแล้วได้คุยหกันกับพวกภิกษุเจ้าถิ่นด้วยเสียงอันดังจนได้ยินถึงกระกรรณ พระองค์ทรงรับสั่งถามพระอานนท์ว่า ภิกษุพวกไหนนั่นมาคุยกันเสียงดังลั่นเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน พระอานนท์กราบทูลให้ทรงทราบแล้วรับสั่งให้เรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเฝ้าตรัสถามอีก ท่านพระยโสชะกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ทรงขับไล่ไม่ให้อยู่ในสำนักของพระองค์ พวกภิกษุเหล่านั้นพากันถวายบังคมกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป เที่ยวจาริกไปโดยลำดับบรรลุถึงฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาเขตแดนเมืองเวสาลี พากันทำกุฎีบังด้วยใบไม้เข้าพรรษา ณ ที่นั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผลพร้อมกันทั้งหมดภายในพรรษานั้น ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จจาริกมายังกรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว จึงรับสั่งให้พระอานนท์ไปเรียกมาเฝ้า ครั้นมาถึงที่เฝ้าแล้วภิกษุเหล่านั้นได้เห็นพระองค์นั่งเข้าอเนญชาสมาธิ เมื่อทราบเช่นนั้นจึงพากันนั่งเข้า อเนญชาสมาธิตาม ส่วนพระอานนท์เห็นพระบรมศาสดาประทับนิ่งอยู่ จึงทูลเตือนถึงสามครั้งว่า ภิกษุอาคันตุกะมานั่งอยู่นานแล้ว จึงตรัสบอกว่า อานนท์ ตถาคต(ฉัน)และภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ นั่งเข้าอเนญชาสมาธิอยู่ ท่านพระยโสชะนั้น นับเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง.&lt;br /&gt;คำบูชาพระยโสชเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ยะโสโช  มหาเถโรปิ     นิราสาโว  ภะวาภะเว&lt;br /&gt;นิพพานะโคจะโร  สันโต  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระยโสชมหาเถระ  ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่  ผู้มีจิตจอจ่อในพระนิพพาน  เป็นสัตบุรุษ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6978047434620842574?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6978047434620842574/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6978047434620842574' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6978047434620842574'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6978047434620842574'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7998.html' title='พระยโสชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-1384162746695439088</id><published>2007-09-18T16:28:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:29:42.337-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระรัฏฐปาลเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระรัฏฐปาลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระรัฏฐปาลเถระ เป็นบุตรของรัฏฐปาลเศรษฐี ผู้เป็นหัวหน้าในหมู่ชนชาวถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดา เสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิตนิคม  พวกชาวบ้านได้ทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา จึงพากันมาเข้า ไปเฝ้า บางพวกถวายบังคม บางพวกเป็นแต่พูดจาปราศรัย บางพวกเป็นแต่ประนมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อและโคตรของตน บางพวกนิ่งอยู่ ทุกหมู่นั้นพากันนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรแห่งหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้เกิดความเลื่อมใสแล้วทูลลา กลับไป ส่วนรัฏฐปาละ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใสใคร่จะบวช พอพวกชาวนิคมนั้นกลับไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า พระบรมศาสดา ทูลขอบรรพชา ครั้นได้ทราบว่าพระบรมศาสดา ไม่ทรงบวชกุลบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต รัฏฐปาละก็พูดอ้อนวอน เป็นหลายครั้ง มารดาบิดาไม่ยอม รัฏฐปาละเสียใจลงนอนไม่ลุกขึ้น อดอาหารเสียไม่กิน คิดว่าจักตายในที่นี้ หรือจักบวชเท่านั้น มารดาบิดาปลอบให้ลุกขึ้นกินอาหาร รัฏฐปาละก็นิ่งเสีย มารดาบิดาจึงไปหาสหายรัฏฐปาละขอให้ช่วยห้ามปราม สหายเหล่านั้นก็ไป ช่วยห้ามปราม เมื่อเห็นว่ารัฏฐปาละไม่ยอม จึงคิดว่า ถ้ารัฏฐปาละไม่บวชจักตายแล้ว หาเกิดคุณอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ถ้ารัฏฐปาละ ได้บวช มารดาบิดาและเราจักได้เห็นรัฏฐปาละตามเวลาที่สมควร อนึ่ง เมื่อรัฏฐปาละบวชแล้ว หากเบื่อหน่ายในการประพฤติ เช่นนั้นก็จักกลับมาที่นี้อีก ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปหามารด บิดาของรัฏฐปาละ ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง มารดาบิดาของรัฏฐปาละ เห็นด้วยแล้ว ก็ยอมตาม แต่ว่าบวชแล้วขอให้กลับมาเยี่ยมบ้าง สหายเหล่านั้นก็กลับไปบอกความนั้นแก่รัฏฐปาละ ๆ ทราบว่ามารดาบิดา อนุญาตแล้ว ดีใจลุกขึ้นเช็ดตัว แล้วอยู่บริโภคอาหารพอร่างกายมีกำลังไม่กี่วันแล้ว ไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลว่าบิดามารดาอนุญาตแล้ว พระองค์ก็โปรดให้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ครั้นพระรัฏฐปาละบวชแล้วไม่นาน ประมาณกึ่งเดือน พระบรมศาสดาเสด็จจาก ถุลลโกฏฐิตนิคม ไปประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี ส่วนพระรัฏฐปาละตามเสด็จไปด้วย ท่านตั้งอยู่ในความไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนา ได้สำเร็จพระอรหัตผลถึงที่สุดของพรหมจรรย์แล้ว ถวายบังคมลาออกจากสาวัตถี เที่ยวจาริกไปถึงถุลลโกฏฐิตนิคม พักอยู่ที่มิคจิรวัน พระราชอุทยานของพระเจ้าโกรัพยะ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินกุรุ ในเวลาเช้าท่านเข้าไปบิณฑบาตในนิคมนั้น จนถึงที่ใกล้เรือนของท่าน นางทาสีเห็นท่านแล้วก็จำได้ จึงบอกเนื้อความนั้นให้แก่มารดาบิดาของท่านทราบ มารดาบิดาของท่าน จึงได้นิมนต์ท่านไปฉันในเรือนในวันรุ่งขึ้น แล้วอ้อนวอนให้ท่านกลับมาครอบครองสมบัติอีก ก็ไม่สมประสงค์ เมื่อท่านรัฏฐปาละฉันเสร็จ แล้วก็กล่าวคาถาอนุโมทนา พอเป็นทางให้เกิดสังเวชในร่างกายแล้วจึงกลับมิคจิรวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพระเจ้าโกรัพยะเสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นรัฏฐปาละ ทรงจำได้ เพราะทรงรู้จักแต่เดิมมา เสด็จเข้าไปใกล้ ตรัสปราศรัยและประทับ ณ ราชอาสน์ ตรัสถามว่า รัฏฐปาละผู้เจริญ ความเสื่อมมีกี่อย่าง ที่คนบางจำพวก ต้องประสบเข้าแล้วจึงออกบวช คือ แก่ชรา, เจ็บ, สิ้นโภคทรัพย์, สิ้นญาติ ความเสื่อมสี่อย่างนี้ไม่มีแก่ท่าน ท่านรู้เห็นหรือได้ฟังอย่างไร จึงได้ออกบวช ท่านทูลว่า มหาบพิตร มีอยู่ ธรรมุทเทศ (ธรรมที่แสดงขึ้นเป็นหัวข้อสี่ข้อ) ที่พระบรมศาสดาซึ่งเป็นผู้รู้เห็น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงแสดงขึ้นแล้วจึงออกบวช ธรรมุทเทศสี่ข้อนั้นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่หนึ่งว่า โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นตัวนำเข้าไปใกล้ความตาย ไม่ยั่งยืน&lt;br /&gt;ข้อที่สองว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่สามว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่สี่ว่า โลกคือหมู่สัตว์พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นท่านพระรัฏฐปาละทูลเหตุที่ตนออกบวชแก่พระเจ้าโกรัพยะอย่างนี้แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ทรงเลื่อมใส ตรัสอนุโมทนาธรรมีกถาแล้วเสด็จกลับไป ส่วนท่านพระรัฏฐปาละ เมื่อพำนักอาศัยอยู่ในนิคมนั้นพอสมควรแล้ว ก็กลับมาอยู่ในสำนัก ของพระบรมศาสดา อาศัยคุณที่ท่านเป็นผู้บวชด้วยศรัทธามาแต่เดิม และกว่าจะบวชได้ก็แสนยากลำบากนัก พระบรมศาสดาจึงทรง ยกย่องว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระรัฏฐปาลเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;สัทธายะ  ปัพพะชิตวานะ  รัฏฐะปาโล   ปะรักกะมิ&lt;br /&gt;เอตะทัคคเค  ฐิโตเยวะ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ  &lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า  รัฏฐปาละ  ผู้มีความเพียรยิ่ง  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-1384162746695439088?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/1384162746695439088/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=1384162746695439088' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1384162746695439088'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/1384162746695439088'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6698.html' title='พระรัฏฐปาลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-63841034386237451</id><published>2007-09-18T16:26:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:28:31.116-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระราธเถระ'/><title type='text'>พระราธเถระ</title><content type='html'>ท่านพระราธะ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในนครราชคฤห์ เดิมชื่อ ราธะ สกุลของท่านเป็นสกุลที่มั่งคั่งสกุลหนึ่ง เมื่อราธพราหมณ์แก่เฒ่าชราบุตรภรรยาไม่เลี้ยงดู เป็นคนยากจนเข็ญใจ จึงไปอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับพระภิกษุในพระเวฬุวันมหาวิหาร ต่อมาราธพราหมณ์ มีความประสงค์อยากจะบวช แต่ไม่มีใครบวชให้ เมื่อไม่ได้บวชสมประสงค์ จึงมีร่างกายซูบผอม มีผิวพรรณหม่นหมองไม่ผ่องใส พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์จึงตรัสถาม ทราบความแล้ว รับสั่งถามภิกษุทั้งหายว่า ใครระลึกถึงอุปการคุณของพราหมณ์ นี้ได้บ้าง พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าระลึกได้อยู่ ในวันหนึ่งข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พราหมณ์ได้ ถวายอาหารแก่ข้าพระพุทธเจ้าทัพพีหนึ่ง พระบรมศาสดาตรัสว่า ดีละ ๆ สารีบุตร สัตบุรุษ เป็นคนกตัญญูกตเวที ถ้าอย่างนั้น สารีบุตร ให้พราหมณ์นั้นบวชเถิด &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาครั้นทรงอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชราธพราหมณ์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งให้เลิกการอุปสมบทด้วยวิธีไตรสรณคมน์ ที่ได้ทรงอนุญาตไว้แล้วแต่เดิม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทกุลบุตรด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ท่านพระราธะ เป็นองค์แรกในการอุปสมบทด้วยวิธีนี้ เมื่ออุปสมบทแล้ววันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลว่า ขอพระองค์จงแสดงธรรม แก่ข้าพระพุทธเจ้าโดยย่อ ๆ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังแล้ว จักหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นคนไม่ประมาท มีความเพียร ส่งจิตไปในภาวนา พระบรมศาสดาตรัสสอนว่า "ราธะ สิ่งใดเป็นมาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย อะไรเล่า ชื่อว่า มาร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน มีความสิ้นไปเสื่อมไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ชื่อว่า มาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเสีย” &lt;br /&gt;พระราธะรับโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้ว เที่ยวจาริกไปกับพระสารีบุตร ไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้นพระราธะ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านพระสารีบุตรมาเฝ้าพระบรมศาสดา ๆ ทรงปราศรัยตรัสถามว่า สัทธิวิหาริกของท่าน นี้เป็นอย่างไร พระสารีบุตรกราบทูลว่า เป็นคนว่านอนสอนง่าย เมื่อแนะนำสั่งสอนว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนั้นไม่ควรทำ ท่านจงทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนั้น ดังนี้ ไม่เคยโกรธเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลาย ถือเอาเป็นตัวอย่างว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ว่าง่ายอย่างราธะเถิด เมื่ออาจารย์ชี้โทษ สั่งสอน อย่าถือโกรธ ควรคบแต่บัณฑิตที่ตนเห็นว่าเป็นคนแสดงโทษกล่าวชม ให้เป็นดุจคนชี้บอกขุมทรัพย์ให้ เพราะคบบัณฑิต เช่นนั้นมีคุณประเสริฐ ไม่มีโทษเลย และทรงยกย่อง สรรเสริญพระราธะ ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านปฏิภาณ คือท่านท่านสามารถแสดงซ้ำซึ่งพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ทันที.&lt;br /&gt;คำบูชาพระราธเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปะฏิภาเณยยะกานัง  ตุ  อัคคัฏฐานัมหิ  ฐะปิโต&lt;br /&gt;ราโธ  เถโร  มะหาโสตถิง  กะโรตุ  โน  อะนามะยังฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระราธเถระ  ผู้อันพระพุทธเจ้าตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฎิภาณ  จงประทานความสวัสดีอันยิ่งใหญ่ และความไม่มีโรคแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-63841034386237451?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/63841034386237451/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=63841034386237451' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/63841034386237451'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/63841034386237451'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3397.html' title='พระราธเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-4383598599170859374</id><published>2007-09-18T16:25:00.002-07:00</published><updated>2010-01-24T06:27:27.265-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระราหุลเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระราหุลเถระ</title><content type='html'>พระราหุล เป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ กับพระนางยโสธรา (พิมพา) เป็นพระนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้ครองนครกบิลพัสดุ์ เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้วเสด็จมาเทศนาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ที่นิโครธาราม วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปที่พระราชนิเวศน์ของพระนางยโสธราพระราชเทวีเก่าของพระองค์ พระนางได้ส่งพระราหุลกุมาร ผู้เป็นพระโอรสออกมาทูลขอพระราชสมบัติที่ควรจะได้ราหุลกุมารออกไปเฝ้าเจรจาปราศรัยแสดงความรักใคร่มีประการต่าง ๆ ครั้นเห็นพระบรมศาสดาจะเสด็จกลับ จึงร้องทูลขอราชสมบัติพลางตามเสด็จพระบรมศาสดาทรงดำริว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่จะมั่นคงถาวร และประเสริฐยิ่งกว่าอริยทรัพย์นั้นไม่มี ควรที่เราจะให้อริยทรัพย์แก่ราหุลเถิด &lt;br /&gt;เมื่อพระพุทธองค์ทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งพระสารีบุตรว่า สารีบุตร ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้ราหุลบวชเถิด ขณะนั้นราหุลกุมารยังเยาว์อยู่มีอายุยังไม่ครบอุปสมบท พระสารีบุตรจึงทูลถามว่า จะโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชราหุลกุมารอย่างไร พระบรมศาสดาทรงปรารภเรื่องนี้ให้เป็นเหตุ จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุบวชกุลบุตรที่มีอายุยังไม่ครบอุปสมบทให้เป็นสามเณร ด้วยการให้สรณคมน์ ๓ นับได้ว่าราหุลเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา เมื่อราหุลกุมารบวชเป็นสามเณรแล้ว ตามเสด็จพระบรมศาสดา และพระอุปัชฌาย์ของตนไป ครั้นมีอายุครบแล้วก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่งในขณะที่พระราหุลพักอยู่ ณ สวนมะม่วงแห่งหนึ่งในกรุงราชคฤห์ พระบรมศาสดาเสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงแสดงราหุโลวาทสูตรซึ่งว่าด้วยภาชนะน้ำเปล่า บรรยายเปรียบเทียบด้วยคนพูดมุสาวาทเป็นต้น ตรัสสอนให้พระราหุลสำเหนียกตามเทศนานั้นแล้วเสด็จกลับไป ต่อมาอีกวันหนึ่งพระราหุลเข้าไปเฝ้า พระบรมศาสดาตรัสสอนด้วยมหาราหุโลวาท ซึ่งว่าด้วยกรรมฐานธาตุ ๕ อย่างคือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน,อาโปธาตุ ธาตุน้ำ,เตโชธาตุ ธาตุไฟ, วาโยธาตุ ธาตุลม และอากาศธาตุ ช่องว่าง ให้ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริงว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ส่วนนั้นไม่เป็นของเรา ส่วนนั้นไม่ใช่ของตัวเราเป็นต้น ในที่สุดก็ตรัสสอนในกรรมฐานอื่น ๆ ให้เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภสัญญา อนิจจสัญญา ครั้นทรงสอนจบแล้วพระราหุลมีจิตยินดีในคำสอนของพระบรมศาสดา ต่อมาพระราหุลได้ฟังพระพุทโธวาทเกี่ยวกับวิปัสสนา คล้ายกับโอวาทที่ตรัสสอนภิกษุปัญจวัคคีย์ เพียงแต่ในที่นี้ยกอายตนะภายในภายนอกเป็นต้นขึ้นแสดงแทนขันธ์ ๕ ท่านส่งจิตไปตามพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์ &lt;br /&gt;พระราหุลนั้น ท่านเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาธรรมวินัย ตามประวัติกล่าวไว้ว่า ครั้นท่านลุกขึ้นแต่เช้าก็ไปกอบทรายให้เต็มฝ่าพระหัตถ์แล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ในเวลานี้ข้าพเจ้าพึงได้รับซึ่งโอวาทคำสอนจากสำนักของพระบรมศาสดา หรือจากสำนักของอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหลายให้ได้มากประมาณเท่าเม็ดทรายในกำมือแห่งข้าพเจ้านี้ ด้วยเหตุนี้เอง พระราหุลจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ใคร่ในการศึกษา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระราหุลเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ราหุโล  พุทธะปุตโตปิ  สิกขะกามานะมุตตะโม&lt;br /&gt;ทายาโท  สัพพะธัมเมสุ  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า  ราหุล  ผู้เป็นพุทธบุตร  ผู้เป็นทายาทในธรรมทั้งปวง  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-4383598599170859374?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/4383598599170859374/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=4383598599170859374' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4383598599170859374'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4383598599170859374'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9220.html' title='พระราหุลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-5714797763628533337</id><published>2007-09-18T16:24:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:26:19.703-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระลกุณฏกภัททิยเถระ'/><title type='text'>พระลกุณฏกภัททิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระ เกิดในตระกูลมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี ครั้งหนึ่งท่านพร้อมด้วยอุบาสกเป็นอันมาก ไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่เชตวันมหาวิหาร ได้ฟังธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว เกิดศรัทธาเลื่อมใสอยากจะบวชในพระธรรมวินัย ครั้นได้บวชสมความประสงค์แล้วอุตส่าห์เล่าเรียนพระธรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดา บำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐานไม่นานก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ท่านยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ครั้นกาลต่อมาท่านได้เข้าไปหาพระสารีบุตร ได้นั่งสนทนาธรรมีกถา กันโดยอเนกปริยาย เมื่อนั่งสนทนาอยู่จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ท่านได้บรรลุพระอรหัตตผลเป็นพระอเสขบุคคลในพระศาสนา &lt;br /&gt;ท่านพระลกุณฏกภัททิยะนั้นปรากฏว่าเป็นคนมีรูปร่างเล็ก และต่ำเตี้ย ถ้าใครไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นท่านมาก่อน จะไม่รู้เลยว่าเป็นพระ คิดว่าเป็นสามเณร ดังมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านมาเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วหลีกไป ในเวลานั้นภิกษุผู้อยู่ในป่าประมาณ ๓๐ รูป เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ได้เห็นท่านหลีกไปเหมือนกัน &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า พวกเธอเห็นพระเถระรูปหนึ่งเดินไปจากที่นี่บ้างไหม? พวกภิกษุกราบทูลว่า ไม่เห็นพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธองค์ตรัสถามย้ำว่า เห็นมิใช่หรือ ? พวกภิกษุทราบทูลว่า เห็นแต่สามเณรรูปหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธองค์จึงตรัสยืนยันว่า นั่นแหละพระเถระ ไม่ใช่สามเณร พวกภิกษุต่างถวายความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า เล็กเหลือเกินพระพุทธเจ้าข้า &lt;br /&gt;ท่านพระลกุณฏกภัททิยะนี้ ปรากฏว่าเป็นผู้พูดไพเราะเสนาะโสตแก่ผู้ฟัง เหตุดังนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องสรรเสริญท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างมีเสียงไพเราะ.&lt;br /&gt;คำบูชาพระลกุณฏกภัททิยเถระ&lt;br /&gt;ละกุณฏะกะภัททิโย  เถโร  มัญชุสสะรานะมุตตะโม&lt;br /&gt;ฐะปิโต  อัคคัฏฐานัมหิ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระลกุณฏกภัททิยเถระ  ผู้อันพระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีเสียงไพเราะ  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-5714797763628533337?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/5714797763628533337/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=5714797763628533337' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5714797763628533337'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/5714797763628533337'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9427.html' title='พระลกุณฏกภัททิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6366505972479327595</id><published>2007-09-18T16:20:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:25:26.815-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระวักกลิเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระวักกลิเถระ</title><content type='html'>ท่านพระวักกลิ เกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ชื่อว่าวักกลิมาณพ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์จนจบไตรเพทฯ &lt;br /&gt;ครั้นเที่ยวไปในนครสาวัตถี วักกลิมาณพได้เห็นพระองค์ ก็บังเกิดความเลื่อมใสในพระรูปพระโฉมของพระองค์ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อหน่ายในการดู อยากจะดูทุกเมื่อ จึงคิดว่าถ้าเราได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา จักได้เห็นพระองค์อยู่เป็นนิตย์ ครั้นคิดอย่างนั้นจึงได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา ครั้นบวชแล้ว แทนที่จะท่องบ่นสาธยายธรรมและบำเพ็ญเพียรในกรรมฐาน แต่ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ มัวเมาแต่เที่ยวดูพระรูปโฉมของพระบรมศาสดาอยู่เท่านั้น พระองค์ก็มิได้ตรัสว่าอะไร ๆ กะท่าน ท่านก็เที่ยวตามชมเชยอยู่เช่นนั้น ครั้นต่อมาพระบรมศาสดาตรัสสอนว่า ดูก่อนวักกลิ เธอต้องการดูกายที่เปื่อยเน่านี้เพื่อประโยชน์อะไร ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม แม้พระองค์ทรงตรัสสอนอย่างนี้แล้ว ท่านพระวักกลิก็ยังไม่ละ ซึ่งอันดูพระองค์หลีกหนีไปในที่อื่นเสีย พระบรมศาสดาจึงทรงดำริว่า ภิกษุนี้ ถ้าไม่ได้ความสลดใจเสียบ้างแล้ว ก็จะไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ครั้นทรงดำริในพระทัยอย่างนี้แล้ว เมื่อจวนจะถึงวันเข้าพรรษา พระองค์จึงเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์มหานครในวันเข้าพรรษาพระองค์จึงมีพระพุทธฎีกา ประณามขับไล่พระวักกลิเสียจากสำนักของพระองค์ว่า “อเปหิ วกฺกลิ” ดูก่อนวักกลิภิกษุ เธอจงหลีกไปให้พ้นจากสำนักของเราเถิด  ท่านพระวักกลิเกิดความน้อยใจว่า พระบรมศาสดาจะไม่ทักทายปราศรัยกะเราอีกแล้ว เราก็ไม่อาจจะอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ตลอดไตรมาส มีความเสียใจที่จะไม่ได้เห็นพระองค์ จึงหลีกออกจากพุทธสำนัก แล้วคิดว่าเรามีชีวิตอยู่จะมีประโยชน์อะไร เราจะกระโดดภูเขาตายเสีย ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงขึ้นไปสู่ยอดเขาคิชกูฏ  พระบรมศาสดาทรงทราบซึ่งความลำบากของท่าน จึงแสดงพระองค์ให้ปรากฏในที่เฉพาะหน้า และตรัสสอนด้วยธรรมีกถามีประการต่าง ๆ ท่านเกิดปีติและปราโมทย์อย่างแรงกล้า มาเฝ้าพระบรมศาสดาโดยทางอากาศ นึกถึงพระโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสอน ข่มปีติบนอากาศเสียได้แล้ว ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ลงมาถวายบังคมพระบรมศาสดาที่เฉพาะพระพักตร์&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา พระบรมศาสดาทรงตั้งท่านพระวักกลิไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างสัทธาธิมุต ผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา.&lt;br /&gt;คำบูชาพระวักกลิเพื่อขอพร&lt;br /&gt;สัทธาธิมุตตานัง  อัคโค    วักกะลิ  อิติ  นามะโก&lt;br /&gt;ปาโมชชะพะหุโล  เถโร  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ &lt;br /&gt;(คำแปล) พระเถระนามว่า  วักกลิ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีแนวโน้มทางศรัทธา  เป็นผู้มากด้วยปราโมทย์  จงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-6366505972479327595?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/6366505972479327595/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=6366505972479327595' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6366505972479327595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/6366505972479327595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6357.html' title='พระวักกลิเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-946754378766160118</id><published>2007-09-18T16:18:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:24:30.685-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระวังคีสเถระ'/><title type='text'>พระวังคีสเถระ</title><content type='html'>พระวังคีสะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์ในลัทธิของพราหมณ์ จนจบไตรเพท และได้เรียนมนต์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ฉวสีสมนต์ เป็นมนต์สำหรับพิสูจน์กะโหลกศีรษะของซากศพ แม้ตายแล้วหลายปีสามารถรู้ได้ว่าไปเกิดเป็นอะไรที่ไหน วังคีสพราหมณ์ได้อาศัยมนต์นั้นเป็นเครื่องหาทรัพย์เลี้ยงชีวิต ในตอนแรกได้แสดงมนต์นั้นให้พวกชนชาวพระนครได้ดูกัน ต่อมาพวกพราหมณ์ทั้งหลายได้เห็นแล้วคิดกันว่า พวกเราอาศัยวังคีสพราหมณ์นี้เลี้ยงชีวิตได้ จึงได้พาเที่ยวไปสู่ชนบทน้อยใหญ่ประกาศแก่หมู่มนุษย์เหล่านั้นว่า วังคีสพราหมณ์นี้รู้มนต์วิเศษ คือ เมื่อร่ายมนต์แล้วใช้เล็บเคาะที่กะโหลกศีรษะแห่งสัตว์ที่ตายแล้วสามารถรู้ได้ว่า ผู้นี้ไปเกิดในนรก ผู้นี้ไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้นี้ไปเกิดในเปรตวิสัย ผู้นี้ไปเกิดในเทวโลก เมื่อพวกมนุษย์ได้ยินประกาศอย่างนั้น มีความประสงค์จะถามถึงพวกญาติของตน ๆ บ้าง จึงจ่ายทรัพย์ให้ตามกำลังของตนมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วถามถึงที่เกิดของพวกญาติของตน ๆ &lt;br /&gt;พวกพราหมณ์เหล่านั้นพาวังคีสพราหมณ์เที่ยวไปในนิคมและชนบทอย่างนี้แล้วกลับมาถึงพระนครสาวัตถี พักอยู่ในที่ใกล้พระเชตวันมหาวิหาร เช้าวันหนึ่งพวกพราหมณ์เหล่านั้นเห็นมนุษย์เป็นอันมากถือดอกไม้ธูปเทียนไปเพื่อจะฟังเทศน์ในพระเชตวันมหาวิหาร จึงถาม ครั้นทราบความนั้นแล้วจึงพูดว่า พวกท่านจะไปที่นั่นทำไม เพราะคนที่จะดีวิเศษเช่นกับวังคีสพราหมณ์ของพวกเราหาไม่ได้อีกแล้ว เพราะเธอเรียนรู้มนต์มาก พวกมนุษย์ก็เถียงว่า วังคีสพราหมณ์จะรู้อะไร คนที่จะเหมือนกับพระบรมศาสดาของพวกเราก็หาไม่ได้เหมือนกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างก็เถียงกันแต่ก็ตกลงกันไม่ได้ จึงได้พร้อมกันไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร &lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงทราบว่า พวกวังคีสพราหมณ์มาสู่ที่ประทับพระองค์จึงรับสั่งให้นำกะโหลกศีรษะคนตายมา ๕ กะโหลก คือ กะโหลกของสัตว์ที่เกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน มนุษยโลก เทวโลก อย่างละกะโหลก และกะโหลกศีรษะของพระขีณาสพอีกหนึ่งกะโหลก ตั้งเรียงไว้โดยลำดับ เมื่อวังคีสพราหมณ์เข้ามาเฝ้าแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่าเราได้ทราบว่า ท่านร่ายมนต์แล้วใช้เล็บเคาะกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่ตายแล้ว สามารถรู้ที่เกิดของเขาได้หรือ ? วังคีสพราหมณ์ กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ พระองค์จึงตรัสถามกะโหลกศีรษะของสัตว์ที่เกิดในที่ทั้งสี่ วังคีสพราหมณ์ก็ตอบได้ถูกต้องทั้งหมด พระองค์จึงตรัสประทานสาธุการว่าดีละ ๆ ถูกต้องละ จากนั้นพระองค์จึงตรัสถามกะโหลกที่ห้าว่า ผู้นี้ไปเกิดที่ไหน ? วังคีสพราหมณ์ร่ายมนต์แล้วเคาะกะโหลกแต่ไม่สามารถรู้ที่เกิดได้ เพราะเป็นกะโหลกศีรษะของพระอรหันต์ จึงนิ่งเฉยอยู่ พระบรมศาสดาตรัสถามว่า เธอไม่รู้หรือวังคีสะ ? ครั้นวังคีสพราหมณ์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้ พระองค์จึงตรัสว่าแต่เรารู้ เขาทูลถามต่อไปอีกว่าพระองค์รู้ด้วยอะไร ? พระพุทธองค์ประทานคำตอบว่า รู้ด้วยกำลังมนต์ของเรา &lt;br /&gt;เมื่อวังคีสพราหมณ์ได้ทราบเช่นนั้นจึงได้ทูลขอเรียนมนต์นั้น พระองค์จึงตรัสว่าคนที่ไม่บวชเราให้เรียนไม่ได้ วังคีสพราหมณ์จึงคิดว่า ถ้าเราเรียนมนต์นี้ได้แล้ว เราจักเป็นใหญ่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ครั้นแล้วจึงได้ส่งพวกพราหมณ์ที่เหลือเหล่านั้นไปพร้อมกับสั่งว่า พวกท่านจงกลับไปรอเราอยู่ที่นั่นแหละสักสองสามวัน เราจักบวชในสำนักของพระบรมศาสดา ครั้นวังคีสพราหมณ์ได้อุปสมบทแล้ว พระบรมศาสดาประทานกรรมฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์ ตรัสสั่งให้ท่องบ่นบริกรรมซึ่งมนต์นั้น ครั้นท่านสาธยายมนต์นั้นอยู่อย่างนี้ พวกพราหมณ์ก็คอยมาถามอยู่ว่าเรียนมนต์จบแล้วหรือยัง ? ก็ได้รับคำตอบว่า กำลังเรียนอยู่ ต่อมาไม่นานท่านพระวังคีสะก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตตผล เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ ที่ใด ๆ ก็ตาม ย่อมกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณของพระองค์บทหนึ่ง ๆ ก่อนเสมอ ด้วยเหตุนี้เอง พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณสมบูรณ์  เพราะเมื่อท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาตั้งแต่พอพระองค์เข้ามาสู่คลองสายตา  ก็กล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดาอุปมากับพระจันทร์  อุปมากับพระอาทิตย์ กับอากาศ กับมหาสมุทร  กับพระยาช้าง  กับพระยามฤคสีหะ หลายร้อยหลายพันบท จึงเข้าเฝ้า. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระวังคีสเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;ปะฏิภาณะวันตานัมปิ  อัคโคปิ  พุทธวัณณิโต&lt;br /&gt;วังคีโส  อะระหา เสฏโฐ  สะทา  โสตถิง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระอรหันต์นามว่า  วังคีสะ  เป็นพระอรหันต์  ผู้ประเสริฐ  เป็นผู้อันพระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ  ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายทุกเมื่อด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-946754378766160118?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/946754378766160118/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=946754378766160118' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/946754378766160118'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/946754378766160118'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_554.html' title='พระวังคีสเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-8431222134906205056</id><published>2007-09-18T16:16:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:23:34.439-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระวัปปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระวัปปเถระ</title><content type='html'>พระวัปปเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ในเมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อคราวที่มหาบุรุษประสูติใหม่ พราหมณ์ผู้เป็นบิดาของท่านได้รับเชิญในการเลี้ยง โภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะ ท่านได้เห็นพระลักษณะถูกต้องตามตำราลักษณพยากรณ์ศาสตร์ของมหาบุรุษ จึงเกิดความเลื่อมใสและเคารพในพระองค์เป็นอันมาก มีความหวังว่าอยากจะเห็นพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคราวที่ตนจะสิ้นชีวิตจึงได้สั่งสอนบุตรของตนไว้ว่า เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวชเมื่อใด ให้ติดตามเสด็จเมื่อนั้น ครั้นเมื่อพระมหาบุรุษออกทรงผนวชแล้วและกำลังบำเพ็ญทุกรกิริยา พระวัปปะพร้อมด้วยพราหมณ์ ๔ คน มีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ออกบวชเป็นฤาษีตามเสด็จพระมหาบุรุษ คอยอุปัฏฐากทุกเช้าค่ำ คาดหวังว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมแล้วจักได้สั่งสอนให้ตน ได้บรรลุธรรมนั้นบ้าง เมื่อเห็นพระองค์ทรงละการบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ทรงประพฤติมานานถึง ๖ ปี จึงมีความเห็นร่วมกันว่า พระองค์คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากในกามคุณเสียแล้วและพระองค์คงไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน จึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายความเลื่อมใส พากันหลีกหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี &lt;br /&gt;เมื่อพระมหาบุรุษได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปโปรดแสดงพระธรรมเทศนา ชื่อว่า "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" เป็นปฐมเทศนา เมื่อจบพระธรรมเทศนานั้น ท่านไม่ได้สำเร็จมรรคผลอะไรเลย พอถึงวันรุ่งขึ้น ท่านได้ฟังปกิณณกเทศนา จึงได้ดวงตาเห็นธรรม คือได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบัน จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย &lt;br /&gt;พระวัปปเถระ บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่อท่านมีอินทรีย์ แกล้าแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาชื่อ อานัตตลักขณสูตร ก็ได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์ ท่านได้ช่วยเป็นกำลังสำคัญรูปหนึ่งในการประกาศพระศาสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระวัปปเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;วัปปัตเถโร  มะหาปัญโญ  มะหาตะมะวิโนทะโน&lt;br /&gt;มะหาสันติกะโร  โลเก  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระวัปปเถระ  เป็นผู้มีปัญญามาก  ผู้กำจัดความมืดอันยิ่งใหญ่คือโมหะ  ผู้กระทำความสงบอันยิ่งใหญ่ในโลก  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-8431222134906205056?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/8431222134906205056/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=8431222134906205056' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8431222134906205056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/8431222134906205056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7910.html' title='พระวัปปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-4358856818253669475</id><published>2007-09-18T16:14:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:22:33.892-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระวิมลเถระ'/><title type='text'>พระวิมลเถระ</title><content type='html'>ท่านวิมลเถระมีประวัติว่าเป็นบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นสหายผู้มีความสนิทสนมและชอบพอกับพระยสะมาก ท่านได้ทราบข่าวคราวว่า พระยสะผู้เป็นสหายอันเป็นที่รักออกบวชแล้ว จึงคิดว่าพระธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชนี้จัก ไม่เลวทรามเป็นแน่แท้ คงจะเป็นสิ่งอันประเสริฐ อำนวยประโยชน์สุขให้แก่หมู่ชนผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติตาม คิดอย่างนั้นแล้ว จึงไปชักชวนสหายอีก ๓ คน คือ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ พากันเข้าไปหาพระยสะ บอกความประสงค์ในการมาของพวกตนให้ท่านทราบ พระยสะจึงพาท่านพร้อมด้วยสหายเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอให้พระองค์ทรงสั่งสอน พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ได้ บรรลุธรรม พิเศษและประทานอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อมาพระองค์ทรงสั่งสอนให้บรรลุพระอรหัตเป็นพระอเสขบุคคล ในคราวที่ พระบรมศาสดาทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในตอนปฐมโพธิกาล ท่านก็ช่วยประกาศพระศาสนาในชนบท ต่าง ๆ สั่งสอน กุลบุตรให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบูชาพระวิมลเถระเพื่อขอพร&lt;br /&gt;วิมะโล  วิมะลัปปัญโญ  สุรูโป  สุสะมาหิโต&lt;br /&gt;ระโช  นะ  ลิมปะติ  ขันเธ  มะหาสันติง  กะโรตุ  โนฯ&lt;br /&gt;(คำแปล)  พระวิมลเถระ  ผู้มีปัญญาปราศจากมลทิน  ผู้มีรูปงาม  ผู้มีจิตตั้งมั่น  มีกิเลสเพียงดังธุลีไม่แปดเปื้อนในขันธ์ทั้ง ๕  จงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิดฯ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4441536049666621651-4358856818253669475?l=gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/feeds/4358856818253669475/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4441536049666621651&amp;postID=4358856818253669475' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4358856818253669475'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4441536049666621651/posts/default/4358856818253669475'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-prayfordisciplesofbuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8163.html' title='พระวิมลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4441536049666621651.post-6408202620004692688</id><published>2007-09-18T16:13:00.001-07:00</published><updated>2010-01-24T06:21:34.952-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระสภิยเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำบูชาพระอรหันต์'/><title type='text'>พระสภิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระสภิยเถระ มีชาติภูมิอยู่ที่ไหน เป็นบุตรของใคร ไม่ปรากฏในตำนาน ทราบแต่ว่าท่านเป็นปริพาชกชื่อว่า สภิยะ &lt;br /&gt;สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นเทวดาที่เคยเป็นญาติสายโลหิตกันมาแต่ชาติก่อนได้ผูกปัญหาให้แก่สภิยปริพาชกแล้วสั่งว่า ดูก่อนสภิยะ สมณพราหมณ์ผู้ใดแก้ปัญหาที่ท่านถามนี้ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณพราหมณ์ผู้นั้น สภิยปริพาชก เรียนปัญหาจากเทวดานั้นจนจำได้แล้ว เที่ยวถามสมณพราหมณ์ผู้เป็นคณาจารย์ใหญ่ซึ่งมียศปรากฏ มีชื่อเสียงในครั้งนั้น คือ ปูรณกัสสปะ,มักขลิโคศาล,อชิตเกสกัมพล,ปกุทธกัจจายนะ,สัญชัยเวฬัฏฐบุตร และนิคันถนาฏบุตร เป็นต้น ครูเหล่านั้นแม้แต่คนเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ซ้ำยังกลับพูดเยาะเย้ยสภิยปริพาชกด้วย ประการต่าง ๆ เสียอีก &lt;br /&gt;ครั้งนั้น สภิยปริพพาชกเกิดความท้อใจ เพราะคำพูดเยาะเย้ยดังกล่าวจึงคิดจะกลับไปเป็นคนเลวบริโภคกามคุณ ครั้นมาหวนระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นได้ จึงตกลงใจจะไปเฝ้า แต่ยังมีความสงสัยอยู่ว่าพวกสมณพราหมณ์มีครูทั้งหกเป็นต้น ก็เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ บวชมาเป็นเวลานาน เป็นคณาจารย์สั่งสอนหมู
